น่ากินมั๊ยค๊าาา ~~5380 items (5380 unread) in 78 feeds
น่ากินมั๊ยค๊าาา ~~
ขอบคุณมากสำหรับการตอบรับอย่างดีสำหรับฟอนต์ไทยที่เนยออกแบบนะครับ วันนี้เลยเอามาแจกอย่างเป็นทางการให้ทุกคนได้ใช้กัน

CREDITS
ชุดอักษรภาษาไทยและเวียดนามของฟอนต์ตัวนี้ถูกพัฒนาและสร้างขึ้นโดยนายสิทธิพล พรรณวิไล (nuuneoi)
จุดประสงค์ของฟอนต์นี้
ฟอนต์นี้ในตอนแรกถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการค้า แต่ภายหลังมีเหตุผลทางด้านอารมณ์ของผู้พัฒนา (:p) จึงตัดสินใจปล่อยฟอนต์ตัวนี้เพื่อให้ใช้กันได้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมีจุดประสงค์หลักคือกระตุ้นและส่งเสริมวงการนักพัฒนาโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย ดังนั้นผู้พัฒนาจึงหวังอย่างยิ่งว่าหลังจากฟอนต์ตัวนี้ถูกปล่อยออกไปแล้วจะทำให้วงการแอนดรอยด์ในเมืองไทยกระเตื้องขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นบ้างแล้วจากการที่ WellcoM นำฟอนต์ไปลงใน WellcoM A88 หลังจากนี้ภายในครึ่งปีแรกจะมีอีกประมาณสิบเครื่องที่ออกมาโดยใช้ฟอนต์ตัวนี้ :) และตอนนี้ทางผู้พัฒนาก็ได้ทำการติดต่อ Google เพื่อขอให้นำฟอนต์ไทยชุดนี้ไปผูกกับ Android ตัวหลักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ สุดท้ายก็หวังอย่างยิ่งว่าทาง Google จะนำฟอนต์ตัวนี้ไปใช้กับ Android ตัวหลัก ถ้าถึงจุดนั้นเราก็คงจะไม่ต้องมานั่งโหลดฟอนต์กันเองอีกแล้ว
Download
Filename: Fonts Mobi by NuuNeoI.zip
Download: 13 ครั้ง
สำหรับวิธีติดตั้งลงในเครื่องแอนดรอยด์ของท่าน ผมไม่ขออธิบายนะครับเพราะมันจั๊บจ๊อนนน ลองไปหาอ่านกันดูในเว็บ DroidSans ได้เลย :)
LICENSE (in English)
Thai and Vietnamese glyphs in this DroidSans font set are designed and created by Sittiphol Phanvilai
These glyphs were designed for using on small screen device like mobile phone especially, so you will satisfy it from its clean and clear style.
Originally, these fonts were designed for Android device, so you can put them on your android device to make it work immediately without any modification (however, you have to root your android device first).
You can use these glyphs for any purpose without any charge (FREE) but it would be great if you could send me email about your product that you use this font to at neon (at) nuuneoi.com
Download Link: http://www.nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=296 (Please provide this link in case of you want to redistribute this font)
LICENSE (in Thai)
ตัวอักษรภาษาไทยและภาษาเวียดนามในฟอนต์ DroidSans ชุดนี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยนายสิทธิพล พรรณวิไล
ชุดตัวอักษรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงผลบนอุปกรณ์จอเล็กอย่างโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ ดังนั้นตัวอักษรที่แสดงผลบนโทรศัพท์มือถือ
โดยเริ่มต้นฟอนต์ตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อระบบปฏฺบัติการแอนดรอยด์ ดังนั้นถ้าคุณใช้แอนดรอยด์อยู่คุณก็สามารถนำฟอนต์เหล่านี้ไปติดตั้งเพื่อแสดงผลภาษาไทยได้ทันที (แน่นอนว่าต้อง Root ก่อน)
สำหรับใครก็ตามที่ต้องการใช้ฟอนต์ตัวนี้ คุณสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร(ฟรี) แต่จะเป็นการดีมากถ้าคุณส่งเมล์มาบอกว่าคุณนำฟอนต์นี้ไปใช้กับอะไรที่ neon (at) nuuneoi.com ทั้งนี้เพราะทางผู้พัฒนาอยากจะทราบว่าฟอนต์ตัวเองถูกเอาไปใช้ทำอะไรบ้างเท่านั้นครับ ไม่มีจุดประสงค์อื่นใด :)
ลิงค์สำหรับดาวน์โหลด: http://www.nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=296 (ใช้ลิงค์นี้ถ้าคุณต้องการแจกจ่ายฟอนต์ให้คนอื่นๆครับ)
วันก่อนเจออะไรสนุกๆมาอย่างนึง
ระหว่างขึ้นรถตู้กลับบ้าน คนขับก็ส่งตะกร้าเก็บเงินมาตามปกติ ทุกคนก็ใส่เงินไปแล้วก็ส่งกลับไปยังคนขับ
นับเงินๆๆๆ คนขับทำหน้ามึนงงไปเล็กน้อยและพูดเสียงดังออกมาว่า "ขาดไป 50 บาท ใครยังไม่ได้จ่ายเงินมั้ยคะ"
ถามแบบนั้นหลายรอบมาก ถามแล้วถามอีก แน่นอนว่าไม่มีใครรับ... ซึ่งไม่แปลกใจ เพราะสถานการณ์แบบนั้นใครจะรับหละครับ? มันเหมือนการโดนประจานย่อมๆเลยนะ
![]()
คราวนี้จะแก้ปัญหายังไงดีหละๆๆๆๆๆๆๆ?
ให้เวลาคิด ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก
...
![]()
...
![]()
...
![]()
...
กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
วิธีที่คนขับผู้นั้นทำคือ ส่งตะกร้าคืนพร้อมบอกว่า "ใครจ่ายมาเท่าไหร่ก็เอากลับไปเท่านั้นนะคะ แล้วค่อยมาจ่ายตอนลง"
โอ้วววว ตอนแรกก็รู้สึกหงุดหงิดนะ เพราะจะนอนก็ไม่ได้นอน แต่พอคิดแล้วก็กลับรู้สึกว่า มันช่างเป็นวิธีที่ฉลาดมาก!!
ทำไมหนะหรอ ก็เพราะทุกคน Win หนะสิ ทางคนขับก็ได้เงินครบส่วนคนที่ยังไม่ได้จ่ายก็โดนบังคับให้จ่ายแถมยังไม่โดนประจานอีกด้วย!!
จริงๆไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรหรอก แต่เราชอบมากเลยกับการได้เห็นวิธีแก้ปัญหาแบบต่างๆที่บางทีอาจจะง่ายเหลือเกินแต่เราคิดไม่ถึง
เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกว่าไร้สาระ แต่สำหรับเรามันไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกตอนที่(เพิ่ง)ปอกมะม่วงกินเองเป็นเมื่อปีที่แล้ว :D
ช่วงนี้ทำงานด้าน Server-Client App เป็นหลักอยู่ งานหนึ่งที่หนักมากคือการหา Server ที่เสถียรพอจะใช้งานจริง ด้วยเหตุนี้เองทำให้เราต้องย้าย Server บ่อย ตอนนี้ย้ายไป 3 ที่แล้ว โดยที่แรกเป็น Hosting ธรรมดาราคาถูกจึงไม่แปลกที่จะย้ายออก ส่วนที่สองเป็น Cloud Server เมืองไทยที่ขึ้นต้นด้วยตัว H ... ก็ถือว่าดีอยู่ระดับนึง แต่หลังๆเจออาการ Server Down แบบไม่เกรงอกเกรงใจบ่อยมาก บ่อยแค่ไหนหนะหรอ... อาทิตย์ละสองวันโดยประมาณ!! แล้ว Down ทีไม่ใช่ชั่วโมงสองชั่วโมง มัน Down เป็นวัน!! ซึ่งเกิดมาไม่เคยเจอเลยจริงๆนะ Hosting ที่ Down หนักขนาดนี้ ได้ยินเค้าคุยกันในเว็บบอร์ดว่า "ไม่พอใจก็ย้ายออกไป เราไม่เคยทำข้อมูลลูกค้าหาย" (อนุมานได้ว่า ถ้ามีปัญหาเราจะ Down ไว้ก่อน) อ้าว ห่าน!!
![]()
แค่นั้นยังไม่พอ Server ยังมีปัญหา CPU 100% บ่อยมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำให้ทุก Service อืดร้ายำ ซึ่งทางผู้ให้บริการก็หาคำตอบให้เราไม่ได้อีกต่างหากว่าเกิดอะไรขึ้น...
เราเห็นท่าไม่ดีก็เลยย้ายส่วนหนึ่งออกไป แต่ก็ยังเก็บ Account ไว้เพื่อเทสต์โน่นเทสต์นี่ (รวมถึงด่าโน่นด่านี่)
![]()
หลังจากเข็ดกับ Hosting ในไทยก็เลยเซย์กู๊ดบายขอลาไปซบอก Amazon Web Services (AWS) เพราะความเชื่อใจในแบรนด์ Amazon ทุกอย่างใช้ได้ดี จะมีก็แค่เซตโน่นนี่ยากนิดหน่อย (เพราะเรามือใหม่เองแหละ) คำศัพท์ที่ใช้ใน AWS มีเยอะเหลือเกินไม่ว่าจะเป็น Instance, EC2, EBS, S3 ฯลฯ โอ้วววว T_T โชคดีที่คุณชัยยสแห่งทีม MADz เรียนรู้เร็วเลยรอดกันไปได้
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนอาทิตย์ที่แล้ว ในช่วงที่ไปปาย... อยู่ดีๆ Server ก็เข้าไม่ได้!! หลังจากเช็คกันวุ่นก็พบว่ามีเมล์มาบอกว่า Account มีปัญหาเรื่องการตัดเงินจากบัตรเครดิต ให้เวลา 4 วันในการแก้ไข ไม่อย่างนั้นจะระงับการใช้บริการ แต่... หลังจากได้รับเมล์เพียงไม่กี่ชั่วโมงมันก็ระงับการใช้บริการทันที!! 4 วันป้อเมิงงงงงง -_-
สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจเข้าไปใหญ่คือ จริงๆแล้วบัตรเครดิตไม่มีปัญหาใดๆ เพราะไม่ว่าจะใส่บัตรเครดิตตัวไหนเข้าไป มันก็บอกว่ามีปัญหาหมดทุกใบ จึงมั่นใจมากว่าเป็นปัญหาจากระบบ Internal ของ Amazon เอง
จึงทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเมล์ไปด่าแบบเบาๆ ทางนั้นก็ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษว่า "ข้อมูลของคุณได้รับการยืนยันแล้ว ทางเราแก้ไขให้เรียบร้อย" ... ใช้บัตรเครดิตใบเดิมนั่นแหละ ที่มันบอกว่ามีปัญหาอ่ะ :S
![]()
ยัง เรื่องยังไม่จบ ตอนมันเมล์กลับมาว่าใช้งานได้เรียบร้อย เราก็พยายามเข้าถึง Server ทุกวิถีทาง ปรากฎว่าทำอะไรกับ Server ไม่ได้เลย ยังเหมือนเดิมตอนที่มันระงับการใช้งาน สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็เลยต้องเมล์ไปด่า(อีกแล้ว) ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่า "ขอโทษด้วย ทางเราแก้ไขให้อีกรอบแล้ว"
![]()
ยัง... มันยังไม่จบ... เพราะ Server ก็ยังเข้าไม่ได้อีก!! สุดท้ายเมล์ไปด่ากระหน่ำไปอีก 3-4 รอบ เลยได้คำตอบกลับมาว่า "Account คุณยังไม่ได้ Fully Reset เลยใช้งานไม่ได้ ทางเราแก้ไขให้แล้ว ลองทดสอบดู"
...
ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
สรุป Server Down ไป 2 วันเต็มๆ โดยไม่ใช่ความผิดของเราเลยแม้แต่นิดเดียว!! แถมต้องใช้การเมล์ไปด่าถึง x รอบกว่ามันจะทำให้ทุกอย่างเป็นปกติได้ เอี้ยมาก ไม่มีความเป็น Professional เลยแม้แต่นิดเดียว
นี่หรือ Amazon!!
เฮ้อ ตอนนี้ก็กลับมาใช้งานได้แล้ว แต่ก็ใช้แบบกล้าๆกลัวๆ ถ้าตอนใช้งานจริงแล้วล่มไป 2 วันแบบนี้โดยไม่ใช่ความผิดเรา มีเฮกันแน่นอน
ช่วงนี้ทำงานด้าน Server-Client App เป็นหลักอยู่ งานหนึ่งที่หนักมากคือการหา Server ที่เสถียรพอจะใช้งานจริง ด้วยเหตุนี้เองทำให้เราต้องย้าย Server บ่อย ตอนนี้ย้ายไป 3 ที่แล้ว โดยที่แรกเป็น Hosting ธรรมดาราคาถูกจึงไม่แปลกที่จะย้ายออก ส่วนที่สองเป็น Cloud Server เมืองไทยที่ขึ้นต้นด้วยตัว H ... ก็ถือว่าดีอยู่ระดับนึง แต่หลังๆเจออาการ Server Down แบบไม่เกรงอกเกรงใจบ่อยมาก บ่อยแค่ไหนหนะหรอ... อาทิตย์ละสองวันโดยประมาณ!! แล้ว Down ทีไม่ใช่ชั่วโมงสองชั่วโมง มัน Down เป็นวัน!! ซึ่งเกิดมาไม่เคยเจอเลยจริงๆนะ Hosting ที่ Down หนักขนาดนี้ ได้ยินเค้าคุยกันในเว็บบอร์ดว่า "ไม่พอใจก็ย้ายออกไป เราไม่เคยทำข้อมูลลูกค้าหาย ถ้ามีปัญหาเราจะ Down ไว้ก่อน" อ้าว ห่าน!!
![]()
เราเห็นท่าไม่ดีก็เลยย้ายส่วนหนึ่งออกไป แต่ก็ยังเก็บ Account ไว้เพื่อเทสต์โน่นเทสต์นี่ (รวมถึงด่าโน่นด่านี่)
![]()
หลังจากเข็ดกับ Hosting ในไทยก็เลยเซย์กู๊ดบายขอลาไปซบอก Amazon Web Services (AWS) เพราะความเชื่อใจในแบรนด์ Amazon ทุกอย่างใช้ได้ดี จะมีก็แค่เซตโน่นนี่ยากนิดหน่อย (เพราะเรามือใหม่เองแหละ) คำศัพท์ที่ใช้ใน AWS มีเยอะเหลือเกินไม่ว่าจะเป็น Instance, EC2, EBS, S3 ฯลฯ โอ้วววว T_T โชคดีที่คุณชัยยสแห่งทีม MADz เรียนรู้เร็วเลยรอดกันไปได้
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนอาทิตย์ที่แล้ว ในช่วงที่ไปปาย... อยู่ดีๆ Server ก็เข้าไม่ได้!! หลังจากเช็คกันวุ่นก็พบว่ามีเมล์มาบอกว่า Account มีปัญหาเรื่องการตัดเงินจากบัตรเครดิต ให้เวลา 4 วันในการแก้ไข ไม่อย่างนั้นจะระงับการใช้บริการ แต่... หลังจากได้รับเมล์เพียงไม่กี่ชั่วโมงมันก็ระงับการใช้บริการทันที!! 4 วันป้อเมิงงงงงง -_-
สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจเข้าไปใหญ่คือ จริงๆแล้วบัตรเครดิตไม่มีปัญหาใดๆ เพราะไม่ว่าจะใส่บัตรเครดิตตัวไหนเข้าไป มันก็บอกว่ามีปัญหาหมดทุกใบ จึงมั่นใจมากว่าเป็นปัญหาจากระบบ Internal ของ Amazon เอง
จึงทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเมล์ไปด่าแบบเบาๆ ทางนั้นก็ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษว่า "ข้อมูลของคุณได้รับการยืนยันแล้ว ทางเราแก้ไขให้เรียบร้อย" ... ใช้บัตรเครดิตใบเดิมนั่นแหละ ที่มันบอกว่ามีปัญหาอ่ะ :S
![]()
ยัง เรื่องยังไม่จบ ตอนมันเมล์กลับมาว่าใช้งานได้เรียบร้อย เราก็พยายามเข้าถึง Server ทุกวิถีทาง ปรากฎว่าทำอะไรกับ Server ไม่ได้เลย ยังเหมือนเดิมตอนที่มันระงับการใช้งาน สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็เลยต้องเมล์ไปด่า(อีกแล้ว) ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่า "ขอโทษด้วย ทางเราแก้ไขให้อีกรอบแล้ว"
![]()
ยัง... มันยังไม่จบ... เพราะ Server ก็ยังเข้าไม่ได้อีก!! สุดท้ายเมล์ไปด่ากระหน่ำไปอีก 3-4 รอบ เลยได้คำตอบกลับมาว่า "Account คุณยังไม่ได้ Fully Reset เลยใช้งานไม่ได้ ทางเราแก้ไขให้แล้ว ลองทดสอบดู"
...
ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
สรุป Server Down ไป 2 วันเต็มๆ โดยไม่ใช่ความผิดของเราเลยแม้แต่นิดเดียว!! แถมต้องใช้การเมล์ไปด่าถึง x รอบกว่ามันจะทำให้ทุกอย่างเป็นปกติได้ เอี้ยมาก ไม่มีความเป็น Professional เลยแม้แต่นิดเดียว
นี่หรือ Amazon!!
เฮ้อ ตอนนี้ก็กลับมาใช้งานได้แล้ว แต่ก็ใช้แบบกล้าๆกลัวๆ ถ้าตอนใช้งานจริงแล้วล่มไป 2 วันแบบนี้โดยไม่ใช่ความผิดเรา มีเฮกันแน่นอน
ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ตัว Blog... ต้องบอกก่อนว่า Blog นี้เราเขียนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ถึงตอนนี้ก็ยังเขียนไม่เสร็จ เพราะทุกครั้งที่เขียนมักจะมีอะไรต้องทำให้เราหยุดเขียนก่อนเสมอ และอีกสาเหตุหลักๆคือ พอ Blog นี้ถูก Publish ไป เราก็อาจจะกลายเป็นคนบ้าไปในสายตาหลายๆคน เพราะสำหรับมนุษย์แล้วเรื่องพวกนี้มันเป็นเพียง "ความเชื่อ" เพราะทุกครั้งพวกวิทยาศาสตร์จ๋าจะพูดเสมอว่า "แล้วเอาอะไรมาพิสูจน์หละ" แต่รู้อย่างนี้เราก็ยังดันทุรังเขียนเพราะสำหรับเรามันไม่ใช่สิ่งที่เรา "เชื่อ" แต่เป็นสิ่งที่เรา "รู้"
Blog วันนี้จะไม่มาในแนวงมงายแต่จะมาในแนวงงงวยว่า "ทำไมถึงต้องมีสัมผัสที่หก" และเหตุการณ์ต่างๆที่ล้มล้างสิ่งที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" ไปได้ ทำไมถึงเกิดขึ้นและมันคืออะไรเพื่ออะไรกันแน่
ถ้าใครจะอ่านบทความนี้ต่อ ขอให้คุณมั่นใจว่าคุณไม่กลัวผีและคุณสามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างปกติถ้าคุณได้"รู้"ว่า รอบๆตัวที่คุณอาศัยอยู่ไม่ได้มีแค่คุณ
...
อ่ะ ยังมีเวลาปิดนะ
...
1...
2...
3...
โอเค เริ่มหละนะ!!
บทที่ 1 : จุดเริ่มต้นของเราในสิ่งที่คนอื่นเรียกว่า "ความเชื่อ"
...15 ปีมาแล้วที่เราเป็นไมเกรน...
ที่มาพูดแบบนี้ก็เพราะว่า...
เราเพิ่งนึกออกวันก่อนนี้เองว่าเราเริ่มเป็นไมเกรนครั้งแรกอย่งเป็นทางการเมื่อไหร่!!!
อยู่ดีๆภาพวันนั้นก็แว้บขึ้นมาในหัว เป็นวันที่เราลงไปนอนกองอยู่บนเก้าอี้ในห้องคอมพิวเตอร์ม.ต้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่สามารถขยับตัวได้ ตัวร้อนมาก ปวดหัวมากจนเดินไม่ไหว เพื่อนๆถามว่าเป็นอะไร เราก็ตอบได้แค่ว่าปวดหัวมาก ไม่ไหวและงอแงตามประสาเด็กๆ
ความรู้สึกวันนั้นคือเป็นอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและทรมานมาก
คงเป็นเพราะความเครียดในปัญหาหลายๆอย่างในช่วงวัยนั้น (เครียดแต่เด็ก แมนมั้ย!)
วันเวลาผ่านไป ผ่านไปและผ่านไป ไมเกรนที่ตอนแรกเป็นแค่อาการที่นานๆมาที สุดท้ายช่วงป.ตรี (ห้าปีให้หลังมานี้) ก็กลับกลายเป็นอาการที่อยู่ในชีวิตประจำวันเป็นที่เรียบร้อย หรือพูดง่ายๆคือ เป็นแมร่งทู้กกกกกวัน
แต่ช่วงที่เริ่มเป็นหนักนั่นเอง เราก็พบว่าเราเริ่มเห็นภาพบางอย่างแบบลางๆ ลางพอให้สับสนว่าเราเห็นจริงหรือเป็นเพียงมโนภาพหรือเป็นบ้ากันแน่!! ตอนนั้นจึงโลเลๆ คิดอยู่ว่าเป็นเพราะคิดไปเองรึเปล่า จึงไม่สนใจอะไร จนเวลาผ่านไปผ่านไป เริ่มมีเรื่องของคนโน้นคนนี้โผล่ขึ้นมา ทั้งเรื่องดีสุดโต่งอย่างความรักหรือความน่าเศร้าอย่างการเลิกรา รวมถึงการจากลาอย่างไม่มีวันกลับ และทั้งหมดก็เกิดขึ้นจริงๆตามที่เห็นภาพลางๆนั้น แต่ถ้าเทียบอัตราส่วนก็คงเหมือนโยนเหรียญคือ 50% กล่าวคือเห็นภาพ 100 เกิดขึ้นซะ 50
เวลาผ่านไปอีกนิดหน่อยก็เริ่มสนุกกับความสามารถตรงนี้ ก็ถึงได้รู้ว่า เรื่องความรักถูกเกือบ 100% (จนถึงตอนนี้พลาดไปแค่คู่เดียว กำลังยุให้มันเลิกกันอยู่ เอ้ย!!) แต่สำหรับเรื่องด้านลบเช่นการเกิดอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ ฯลฯ เรากลับไม่แม่น แต่ภายหลังจึงได้รู้ว่าเรื่องใดก็ตามที่เราพูดออกไป มันจะยังไม่เกิด แต่ถูกเลื่อนออกไป (ย้ำว่าแค่ถูกเลื่อน) แต่ถ้าเราเก็บเอาไว้มันจะเกิดตามเวลานั้นๆไป
แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่มั่นใจนักหรอกว่าเราทำได้จริงหรือเป็นแค่สิ่งที่เราคิดไปเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปผ่านไปและผ่านไป (อีกแล้ว) ก็มีคนประเภทเดียวกันที่วนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ... ก็ไม่ได้เยอะมากหรอก ถึงตอนนี้มีประมาณ 3-4 คน แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะให้คำตอบกันและกันได้ว่าสิ่งที่พวกเราประสบอยู่นี้คืออะไร
ซึ่งมันสร้างความขนลุกได้ไม่น้อย เพราะข้อสรุปคือ... พวกเราไม่ได้บ้า และมันเป็นเรื่องจริง!!
อืมมม น่าสนใจ...
บทที่ 2 : ไมเกรนกับสัมผัสที่หก
ช่วงนั้นเราสนุกมากกับการดูดวง แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่รู้ตัวเลยว่า "ทุกครั้งที่ดูดวงเราจะพบกับสิ่งที่เข้าตัวเสมอ" หนึ่งในสิ่งที่เราโดนมาตลอดนั่นคือ "ไมเกรน" เพิ่งมารู้เมื่อปีที่แล้วนี่เอง มีอยู่ช่วงหนึ่ง หากเพื่อนๆใน Twitter จำได้ เราหยุดดูดวงเพื่อพิสูจน์ว่าไมเกรนมีความสัมพันธ์อะไรกับไมเกรนหรือไม่ ปรากฎว่าเราไม่เป็นไมเกรนเลย 1 อาทิตย์เต็มๆที่ไม่ดูดวง แต่ทันทีที่กลับมาดูอีกครั้ง ไมเกรนก็มาเยือนทันที
ตรงนี้ไม่มีคำอธิบายแน่ชัดสำหรับเรา บางคนก็บอกว่าเมื่อดูดวงจะมีข้อมูลไหลเข้ามาในสมองจนปวด แต่บางคนก็บอกว่าเป็นผลของการกระทำที่ทำให้ดวงชะตาที่บางคนควรได้รับเปลี่ยนไป หรือบางคนก็บอกว่าเจ้ากรรมนายเวรของคนที่เราช่วยนั้นหันมาทำร้ายเราเพราะไปยุ่งไม่เข้าเรื่อง เฮ้อๆ หลายทฤษฎีเจรงๆ
นอกจากไมเกรนแล้วก็ยังมีเรื่องอื่นอีกเช่นการปวดท้อง ท้องเสียไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ฯลฯ ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าตกลงมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ รู้แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยสำหรับเรา แต่ที่พอจะรู้คือ สาเหตุที่มันเข้าตัวก็เพราะเค้าไม่ต้องการให้เปลี่ยนดวงชะตาหนะ Whatever will be will be!
ตรงนี้แค่อยากจะบอกว่า ถ้าคุณมีเพื่อนที่มีสัมผัสที่หกก็อย่าไปขอให้เค้าดูดวงให้ มันจะทำให้คนดูดวงต้องทุกข์ทรมาน โอเค้?
บทที่ 3 : ผู้รู้และผู้เปลี่ยนแปลง
ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ตั้งแต่ที่ผมรู้ตัวและยอมรับในบางความสามารถที่มนุษย์ตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ควรมี ผมก็พบว่ามีคนประเภทเดียวกันนี้วนเวียนเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว บางคนก็รู้ว่าตัวเองมีแต่เก็บเงียบไว้ บางคนก็รู้เล็กน้อยว่าตัวเองทำนายอนาคตได้แต่ก็ยังสับสน บางคนไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรได้ แต่ก็มักเผลอใช้ Sense ตัวเองโดยไม่รู้ตัว บางคนก็เห็นในทีวีด้วยนะเออ :)
สำหรับ Sense มีหลายแบบ ทั้งแบบอ่อนๆให้ผู้นั้นงงและสับสนกันไป(เช่นเรา) พวกนี้จะเห็นภาพโน่นภาพนี้ลางๆ บางๆ หรือบางทีก็แค่ความรู้สึก แต่ไม่เคยเห็นผีเป็นตัวเป็นตน จนถึง Sense แบบแรงๆที่คุยกับผีได้เลยก็มี ซึ่งพวกนี้บางคนก็ใช้ความสามารถตัวเองในทางที่ดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ (แต่ก็แน่นอนว่าเข้าตัว) แต่บางคนก็ใช้ความสามารถของตัวเองในทางที่ผิดเกิดเป็นหมอผีที่ไม่มีจริยธรรมหลายคน
และจากการสังเกต คนมี Sense จะมีความสามารถอย่างนึงอยู่แล้วคือ "ผู้รู้" แต่ก็จะความสามารถอื่นอีกได้แก่
1. ผู้บอกเล่า - คนประเภทนี้คือผู้ที่จะทำนายทายทักคนอื่น แต่ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม
2. ผู้เปลี่ยนแปลง - คนประเภทนี้คือผู้ที่เมื่อไปทักแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหรือเลื่อนออกไป
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้บอกเล่าหรือผู้เปลี่ยนแปลง เมื่อใช้ความสามารถตัวเองก็จะโดนของเข้าตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอ จึงเกิดเป็นคำถามที่เราถามคนโน้นคนนี้มาโดยตลอดว่า "ถ้าเราเห็นคนคนนึงจะเกิดอุบัติเหตุ เราจะเข้าไปทักเพื่อเปลี่ยนมันมั้ย" แรกๆเราทำนะ แต่ผลคือเราต้องทรมานกับอาการต่างๆมากมาย หลังจากได้ปรึกษากับหลายๆคนจึงได้ผลสรุปว่า "อย่า" เราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามดวงชะตาดีกว่า ถึงคนคนนึงจะต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่นั่นคือวัฏจักรของชีวิต คิดให้ได้แบบนี้แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีเอง
บทที่ 4 : หลักวิทยาศาสตร์
เรียนมาแต่เด็กว่าการที่เราเห็นภาพต่างๆนั้นเกิดจากการที่มีแสงกระทบสิ่งของแล้วเข้าตาเราสู่จอประสาทรับภาพ แล้วจึงส่งไปประมวลผลออกมาเป็นภาพในสมองต่อไป
แล้ว... คนที่เห็นผีเนี่ย... มันใช้หลักการอะไรหละ?!? แสงกระทบผีแล้วเข้าตาหรอ ก็คงไม่ใช่ หรือจอประสาทตารับภาพบางช่วงความถี่แสงได้ แล้วเผอิญผีอยู่ความถี่แสงงนั้นพอดี? ก็เป็นไปได้นะ... ว่าแต่ผีไม่มีกายเนื้อนี่นา แล้วทำไมถึงเห็นผีเป็นตัวตนได้?!?
ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเขียนไว้ จริงอยู่ที่วิทยาศาสตร์เอาไว้อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดในโลก แต่สำหรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากโลกนี้กลับไม่มี
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ เพียงแต่วิทยาศาสตร์เป็นการก้าวหน้าทางวัตถุจนลืมสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ ถ้าหากควบรวมเอาสิ่งนี้ไปด้วย เราอาจจะได้วิทยาศาสตร์อีกสายนึงที่ศึกษาด้านนี้โดยเฉพาะก็เป็นไปได้ แต่... ก็ดีแล้วนะที่ไม่มี เพราะเหมือนมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
แต่ถึงตอนนี้ Sense กับวิทยาศาสตร์ก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างนะ จากการได้อยู่กับคนมี Sense เยอะ ทำให้เราสังเกตเห็นว่า
1. Sense สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ เช่นเดียวกับอาการไมเกรน หากเจอใครมี Sense ลองถามดูสิว่ามีพ่อแม่หรือญาติที่เป็นเหมือนกันมั้ย ดังนั้นถ้าใครคิดว่าตัวเองมีแล้วไม่รู้จะไปปรึกษาใครก็ไปถามพ่อแม่ได้เลย พ่อแม่เค้ารับได้แน่นอน ;) สำหรับครอบครัวเรา ฝ่ายแม่เป็นคนเข้าทรงกันหมด ยกเว้นแม่เราซึ่งมี Capability เพียงพอแต่ไม่ทำ ทางฝ่ายแม่เป็นไมเกรนกันเยอะ ซึ่งตกมาถึงเราและพี่สาวด้วย จึงพอจะบอกได้ว่า Sense น่าจะมีความเกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางกายภาพด้วย
2. คนมี Sense ดูดวงตัวเองไม่ได้ - อันนี้ไม่รู้ว่าทำไม แต่เราก็ดูไม่ได้อ่ะ ดังนั้นพวกที่ชอบล้อหมอดูว่า "สงสัยลืมดูดวงตัวเองมา" ก็เข้าใจตรงนี้ไว้ด้วยว่า "เออ ดูไม่ได้!!" :P
3. คนมี Sense จะดูดวงคนแบบเดียวกันไม่ได้ - อันนี้เป็นสิ่งที่เราใช้ดูว่าใครมี Sense ถ้าเราดูใครไม่ได้เราจะถามเลยว่าคุณทำแบบนี้ๆได้ใช่มั้ย ซึ่งก็จริง! แต่อย่างไรก็ตามเราทำแบบนี้มากับ 2 คนเท่านั้นเลยยังสรุปไม่ได้หรอก ถามสาเหตุหรอ? อืม... ไม่บอก :p
อืม... น่าสนใจอีกแล้ว
บทที่ 5 : "ผี" เปิดโลกใหม่ "วิทยาศาสตร์"
ต้องบอกก่อนว่าเราไม่เคยเห็นผีเป็นตัวเป็นตน และชีวิตนี้ก็คงจะไม่เคยเจอเพราะความสามารถและความซวยไม่มากพอ (ซึ่งดีแล้ว!!) แต่ว่ามีคนที่เห็นผีอยู่หลายคนที่เรารู้จัก ตั้งแต่เด็กก็คือญาติฝ่ายแม่ที่เข้าทรงนั่นเอง จึงได้รู้ว่าผีจริงๆแล้วมีจริง และเค้าก็เดินปะปนกับมนุษย์นี่แหละ หน้าตาก็ดูไม่แปลกแยก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในศีลในธรรมก็จะเห็นผีในรูปแบบอื่นๆที่น่ากลัวอีก...
แค่อยากจะบอกว่า ผีหนะมีจริง... ตอนอยู่ป.ตรีเราเรียนในหัวข้อ "การพิสูจน์ว่าอะไรเป็นจริง" แค่พิสูจน์ว่าเกิดสิ่งนั้นแค่ครั้งเดียวก็บอกได้แล้วว่ามันเป็นจริง ซึ่ง... สำหรับเรามันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า กี่ครั้งแล้วไม่รู้ ดังนั้นมันจะไม่ใช่สิ่งที่เรา "เชื่อ" อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่เรา "รู้" ว่ามีจริง
แต่... สงสัยจังว่าทำไมถึงต้องมีคนที่ติดต่อผีได้...
บทที่ 6 : ก็แค่สงสัย "ความหมายของสัมผัสที่หก"
เขียนมาตั้งนาน ไม่ใช่เพราะอยากให้ทุกคนกลัวอะไรหรอกนะ (เพราะเรื่องที่น่ากลัวจริงๆเราไม่ได้เขียน ฮ่าๆๆๆ) แต่อยากให้ทุกคนปลงและทำความดีกันมากกว่า สำหรับเราเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติแล้ว ดังนั้นพื้นฐานความคิดเราจะไม่ได้อยู่แค่โลกมนุษย์แต่รวมไปถึงสิ่งที่อยู่คนละโลกกับเราด้วย จึงเกิดเป็นสิ่งที่เราสงสัยมากๆและสงสัยมานานแล้วและอยากรู้คำคอบมากๆคือ
ทำไมถึงต้องมีคนที่มีสัมผัสที่หก
นั่นสิ ทำไม!!
เมื่อมนุษย์คนหนึ่งเกิดมาแล้วก็เท่ากับได้รับสิทธิ์จะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์อย่างเต็มที่ แล้วทำไมถึงดันมีมนุษย์ที่ดันต้องทนทุกข์ทรมานกับการเห็นผีอีก?!? ทุกอย่างต้องมีเหตุผลในตัวมันเอง เรื่องนี้ก็ด้วย เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่าเหตุผลคืออะไร... หรือพวกเค้าต้องการความช่วยเหลือจากคนที่มีกายเนื้อ? หรือแค่พวกเค้าต้องการให้รู้ว่าโลกนี้มีเรื่องบุญและกรรมจริงๆ? อันนี้ก็เก็บไว้ให้คิดกันว่าทำไม
อีกจุดประสงค์นึงที่เขียน Blog นี้ขึ้นมาคือ มีหลายคนที่มี Sense แต่ไม่อยากบอกใคร และไม่รู้ว่าตัวเองจะทำยังไงกับความสามารถของตัวเอง ก็ขอให้ลองอ่านแล้วเอาไป Apply กับชีวิตตัวเองดู สำหรับคำแนะนำสั้นๆของเราคือ "อย่าไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้มาก" :)
อีกอย่างที่อยากบอกคือ "บุญและกรรมหนะมีจริง" ใครทำอะไรไว้สุดท้ายผลกรรมก็จะตามคุณทัน ขอให้ทุกคนจงทำมุ่งมั่นกับการทำความดี "ด้วยใจ" ไม่ใช่ทำความดีเพราะอยากขึ้นสวรรค์หรืออยากให้ตัวเองได้ดี เพราะบุญจะไม่เข้ามาหาคุณอย่างเต็มที่เนื่องจากมันเหมือนกับการติดสินบนวิญญาณนั่นแหละ ให้ผลของการกระทำทำให้เราได้ดีจะดีกว่า
ทั้งนี้ต้องบอกว่าที่ตัดสินใจมาเขียน Blog นี้เพราะเราเลิกดูดวงแล้ว ดังนั้นไม่ต้องมาให้เราดูนะ!! คริคริ และพักหลังเราก็ทิ้ง Sense ตัวเองไปแล้วด้วย (เรียกว่าปิดตัวเองทางจิต) และก็พบว่าตัวเองมีความสุขกับการใช้ชีวิตขึ้นมากเลย :) (ดังนั้นใครหาว่าเราหมกมุ่นงมงายก็เปลี่ยนความคิดซะ เอิ๊กๆ)
บทแถม : ประเทศไทยวันนี้และวันข้างหน้า
สังเกตมั้ยว่าพักหลังเราไม่ยุ่งเรื่องการเมืองเลย ก็เพราะเราเห็นภาพของอะไรบางอย่าง ซึ่งภาพนั้นเป็นภาพเดิมจากปีที่แล้วนั่นแหละ เพียงแต่มัน "เลื่อน" มา และตอนนี้มีสัญญาณมาแล้วว่ามันจะเกิดเร็วๆนี้ ครั้งนี้ไม่ขอบอกว่าเป็นอะไร เพราะคงถึงเวลาที่มันควรจะเกิดได้แล้วหละ
ถามว่าจะต้องเตรียมตัวยังไงกับความร้ายแรงที่กำลังจะเกิดนี้? บอกได้เลยว่า "แม้แต่เราก็ยังไม่เตรียมตัวอะไรเลย" เพราะคนบนฟ้าประทานอุตส่าห์ประทานสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต" มาให้แล้ว ก็ใช้มันให้คุ้มกับการมีชีวิตดีกว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปเถอะเนอะ
บทแถม : 2012
มีคนกลัวเรื่อง 2012 กันเยอะ เราบอกได้เลยว่าไม่ต้องกลัวหรอก เพราะ...มันเกิดขึ้นแน่ๆ!! อ้าว กำ -_- แหะๆ แต่จะบอกว่าไม่ต้องกลัวจริงๆเพราะมันไม่ได้ร้ายแรงเหมือนในหนัง ยังไม่ได้ 10% ของในหนังเลยมั้ง แต่เหตุการณ์ต่างๆจะค่อยๆเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นแผ่นดินไหวรุนแรงที่เฮติและชิลี สองเหตุการณ์นี้เป็นเพียง "สัญญาณ" ของเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดตามมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเหตุการณ์หิมะตกหนักสุดในรอบ xx ปี เหตุการณ์ฝนตก เหตุการณ์น้ำแล้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นแค่การปูทาง และมันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และในปี 2012 ก็จะจบลงด้วยการสูญเสียเยอะเป็นประวัติการณ์ แต่อย่า
แอบใช้ BB มาสักพักด้วยเหตุผลทางการศึกษา เลยขอมาเขียนบอกกล่าวเล่าความถึงการใช้งาน BlackBerry ตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมาว่าเป็นยังไงบ้าง
สำหรับตัวที่เราใช้อยู่นั้นเป็นตัว Top (Down) อย่าง Blackberry 8520 เครื่องนี้นี่เองงงง

โดยที่ต้องใช้ก็เพื่อให้รู้จักตัว OS ของ BlackBerry รวมถึง Characteristic และ Environment ในการใช้ BlackBerry เพื่อให้เกิดการคุ้นชินและสามารถพัฒนาโปรแกรมให้ตรงจุดได้ (ฟังดูหรูเนอะ) และสาเหตุที่ใช้ 8520 ก็เพราะมันถูกที่สุดและ Spec ต่ำสุดนั่นเอง ไม่อยากใช้เครื่องดีๆจะทำให้โปรแกรมเมอร์โดนสปอยล์และพัฒนาแอพฯได้ไม่ครอบคลุม
Hardware
ซึ่งก็ขอเริ่มพูดถึงเจ้า BB8520 นี้จากภายนอกก่อนละกัน ส่วนตัวไม่เคยใช้ BB มาก่อนเลยสักรุ่น พอได้ใช้จริงๆยอมรับเลยว่า... วัสดุกากมากกกกก พลาสติกล้วนๆ ปุ่มกดก็แข็งเกินนิ้วจะรับได้ แข็งมากๆๆๆๆๆ ใครบอกว่า BB พิมพ์ง่าย ขอเถียงขาดใจ ความเร็วในการพิมพ์เทียบกับ E72 เราไม่ได้แม้แต่นิดเดียว... อย่างเดียวที่ชอบคือ Optical Navigator โดยรวมแล้วกับราคา 11000 บาทที่จ่ายไปเป็นอะไรที่ Overprice มากๆ
มาถึงตัว Hardware เชื่อมั้ยว่า... มือถือราคา 11000 บาทจอ 320x240 เครื่องนี้... มี Dead และ Bright Pixel รวมกันแล้วกว่า 20 จุด!!! อันนี้ได้ยินว่า 8520 มี Dead Pixel กันเกือบทุกเครื่อง แต่การที่มีกว่า 20 จุดนี่ เกิดมาไม่เคยเจอจริงๆให้ตาย ยิ่งจอเล็กๆแบบนี้ด้วย ยังไม่พอ นี่ใช้มาไม่ถึง 2 เดือนดี Optical Navigator ก็เริ่มไปซะแล้ว บางทีไถไม่ไป ต้องปล่อยไว้เป็นนาทีกว่ามันจะกลับมาใช้ได้ใหม่
สรุปแล้วคุณภาพ Hardware เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจอย่างยิ่ง วัสดุไม่ดีและพังง่าย(มาก)
Software
เมื่อได้เปิดใช้... ความไม่ประทับใจอย่างแรกก็มาเยือน... บู้ทนานมากกกกกกกกกกกกกก ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่านานแค่ไหน เอาเป็นว่าถ้าต้องปิดเปิดเครื่องฉุกเฉินก็ขอให้ลืม BB ไป มันทำงานให้คุณแบบนั้นไม่ได้ :S และถ้าพูดถึง UI เมื่อลดความอคติทุกอย่างไปหมดสิ้นแล้วก็พบว่า... UI เห่ยมากกกกก ไอคอนไม่ค่อยสื่อและที่น่าหงุดหงิดคือเมนูทุกอย่างเป็น Text Base นอกจากจะไม่สวยแล้วยังไม่ User Friendly อีก ขนาดซิมเบี้ยนว่ายากแล้ว เรายกให้ BlackBerry ยากกว่าอีก ถึงทุกวันนี้ชินขึ้นมาบ้างเพราะจิ้มเล่นเยอะแต่ก็ยังเจอปัญหาลืมว่าถ้าจะทำโน่นทำนี่ต้องทำยังไงบ่อยอยู่
ส่วนตัวระบบปฏิบัติการที่ล้วนทำงานด้วย Java ก็ทำให้เรา Surprise ได้นะว่ามันกลับทำงานเร็วกว่าที่คิดไว้แต่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่เสถียรมากนัก มีปัญหาอยู่เรื่อยๆ ต้องทำการ Pull Batt เพื่อกู้วิกฤติบ่อยๆ (Pull Bat ทีก็ต้องรออีกชาตินึงกว่ามันจะเปิดขึ้นมาได้)
โดยรวมแล้ว สำหรับเรา RIM ไม่ใช่ OS ที่ใช้ง่ายเลยจริงๆ... ต้องเรียนรู้เยอะมากเพื่อทำอะไรง่ายๆ...
จุดแข็ง
แต่สิ่งที่ชอบสุดๆและถือเป็นจุดแข็งที่ใครคงล้มยากคือระบบ Push Mail เพราะส่วนตัวต้องทำงานกับเมล์ตลอด ระบบ Push Mail ทำงานได้ฉลาดและรวดเร็วมาก นั่นเป็นสาเหตุ"เดียว"ที่จะทำให้อยากใช้ BB ไปเรื่อยๆก็ว่าได้ แต่ Push Mail ก็สร้างปัญหาให้เรานิดหน่อยเช่นกัน ตรงที่... หลายครั้งอ่านเมล์ใน BB แล้วมันตอบในเครื่องไม่ได้ ต้องไปตอบบนคอมพ์ ปรากฎว่าพอเปิดคอมพ์ก็ลืมตอบทุกทีไปเพราะว่าทุกเมล์ถูก Mark ไว้ว่าอ่านแล้วนั่นเอง (หะหะ แต่ก็ขำๆหนะ มันเป็นที่ User)
ถึงทุกวันนี้ระบบปฏิบัติการตัวอื่นจะมี Push กันหมดแล้วไม่ว่าจะเป็น iPhone, Android และ Symbian แต่ก็ไม่มีใครทำได้ดีและเร็วเท่า BB เลย เพราะ BB มันทำมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะนั่นเอง
ลูกเล่นที่คาดไม่ถึง
OS ตัวนี้มีลูกเล่นที่คาดไม่ถึงอยู่หลายอย่าง เรียกว่าทำ Research ด้าน User Usability มากอย่างดี (แต่ทำไมออกแบบ UI ให้ใช้ยากได้ก็ไม่รู้) ลูกเล่นหลักๆที่ทำให้เรารู้สึกชอบ OS ตัวนี้คือระบบ Auto Correction ที่มันจะเรียนรู้ Pattern การพิมพ์ในช่องพิเศษต่างๆเช่นช่องใส่ URL ใน Web Browser ที่เราไม่จำเป็นต้องพิมพ์ . หรือ / เลย แค่กด Spacebar มันก็จะเดาเอาว่าเราต้องการพิมพ์อะไร หรือแม้กระทั่งการส่งเมล์ เราก็ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ @ เช่นกัน ถือว่าฉลาดมาก น่าลอกมาใช้มั่กๆ กรั่กๆๆๆๆ
แบตเตอรี่
ยอมรับนะว่าหมดเร็วมาก BB8520 วันเดียวก็หมดแล้ว แต่... เรากลับมองว่ามันหมดช้ามากและกินไฟน้อยมาก เพราะจริงๆแล้วการต่อ GPRS/EDGE ค้างไว้อย่าง BB นั้น มันควรจะกินแบตมหาศาล แต่มันกลับทำให้หมดได้นานถึง 1 วัน ซึ่งเราถือว่ามันเก่งนะที่ทำได้
ค่าใช้จ่าย
BB นอกจากจะ Overprice แล้ว มันยังมีความสามารถในการดูดเงินของผู้ใช้ทุกวันๆอีกด้วย เพราะมันมีค่าบริการรายเดือนนั่นเอง ทุกวันนี้เราใช้ Package 650 บาทอยู่เพื่อเล่น Twitter, Check Mail, BBM และเปิดเว็บนิดหน่อย เท่านั้นเอง!! ถึงจะไม่ได้จ่ายตังค์เองแต่ก็เสียดายตังค์อยู่เหมือนกัน... ย้อนไปในอดีตสมัยยังไม่มี BB สิ่งที่เรียกว่า "Package GPRS Unlimit 999 บาท" เป็นสิ่งที่ทุกคนด่าว่าแพงบ้าง ไร้ความจำเป็นบ้าง แต่พอ BB มา Mindset ผู้ใช้กลับเปลี่ยนไป 650 บาทกลับเป็นราคาที่จ่ายได้ ทั้งๆที่มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เยอะพอควร ใครคิดจะใช้ก็อย่าลืมคิดค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วย อาจจะมีบางคนซื้อมาแล้วไม่เปิด Plan อันนี้ก็ไม่ว่าอะไร แต่มันก็จะได้แค่ Overprice Phone มาใช้เท่านั้นนะ มันจะไม่มีอะไรดีเลยเพราะเหมือนกับการโยนจุดแข็งทิ้งไป
สรุป
สรุปแล้ว จุดแข็งของ BB มีเพียงอย่างเดียวคือระบบ Push วันหนึ่งถ้ามีใครทำ Push และระบบ Messenger ได้ดีเหมือน BB ในราคา GPRS Unlimit ที่ถูกกว่าหรือเท่ากับ BB หละก็... เซย์กู้ดบายกับ BB ได้เลย
แต่ถามว่า BB จะไปรอดในระยะยาวมั้ย... ก็คงได้แหละ เพราะว่ามันมีสมาชิกแล้วหนิ เรามอง BB เหมือน Social Network Device แบบนึงนะ ก็คงเหมือน hi5 ที่จริงๆไม่มีอะไรดีหรอก แต่คนใช้เยอะแล้วสุดท้ายก็ไปได้เรื่อยๆเพราะมี User แล้วนั่นเอง
ความพอใจของเราตอนนี้ต่อ BB สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ว่า "ชอบ Push Mail และ Optical Navigator ที่เหลือไม่ชอบอะไรเลย" ... แต่ก็จะใช้ต่อไป ฮ่าๆๆๆ
เขียนถึงตอนนี้ถามว่ารู้สึกยังไง บอกตรงๆว่ารู้สึก "ตกใจ" ตกใจอะไรหนะหรอ? ตกใจที่เราอยู่ปายตั้ง 7 วันหนะสิ!! มันนานมากกกกกก ไม่นึกว่าจะนานขนาดนี้ >0
แต่พออยู่ไปก็เริ่มผูกพัน เริ่มอยากอยู่ต่อเรื่อยๆนะ >_
สำหรับคืนสุดท้ายนี้เป็นคืนที่นอนหลับสบายที่สุด เพราะที่นอนและอากาศช่างสบายยยยยย (พี่เม่นพี่จี้ เปิดรีสอร์ทเถอะ!!) แต่มีสิ่งที่น่าพิศวงงงงวยอยู่อย่างนึงคือตอนตื่นนอนปรากฎว่ามีไฟเปิดอยู่ดวงนึง ทั้งๆที่ตอนนอนไฟทุกดวงถูกปิดไปแล้ว ถามหาคนเปิดก็ไม่มีใคร สุดท้ายเลยสรุปได้อย่างเดียว... อิเนยละเมอมาเปิดไฟแน่ๆ ว่าแต่ตอนไหนฟระะะะะ ไม่รู้ตัวเลยจริงๆอ่ะ (-_---")
เช้าวันสุดท้ายนี้เราประสบความสำเร็จอยู่อย่างนึง... ตื่นเช้าได้แล้ว!! โดยตื่นประมาณ 7 โมงราวๆนั้น แล้วก็ยกพวกไปกินโจ๊กแสนอร่อย(มั้ง)กัน แต่ที่อร่อยจริงๆหนะ ปาท่องโก๋ตรงข้ามร้านโจ๊ก!! ชอบมากเลย ชิ้นเล็กๆกรอบๆ สุดยอดดดดดด นั่งกินอยู่พี่เม่นพี่จี้ก็ตามมาสมทบ แต่เราไม่อยากเป็นกขค.ก็เลยกลับห้องไปนั่งทำงานกัน (ส่วนเนยหลับต่อนิดหน่อย แหะๆ)
ทำงานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (รู้สึกเริ่มอยู่ตัวกับปายแล้ว ทำงานได้เยอะขึ้น แต่มันวันสุดท้ายแล้ว แง้ T_T)
จากนั้นตอนเที่ยงก็ไปกินข้าวกันที่มุสลิมโฮมเมด โดยสั่งจาปาตีแกงเนื้อแกงไก่มากินกัน หม่ำๆๆๆๆๆ ไม่ได้กินอะไรแบบนี้มาตั้งแต่กลับจากอินเดีย เพียงแต่ที่นี่รสชาติไม่เข้มข้นเท่าไหร่ แต่น่าจะเหมาะกับคนไทย(และฝรั่ง)แหละนะ เพียงแต่ไม่จี๊ดสำหรับเรา
กินเสร็จก็ได้เวลารถออก (14:00 น.) ไปถึงตรงเวลาพอดีเด๊ะะะ แต่กลับเป็นคนแรกที่ขึ้นรถ :S คนอื่นไม่ยอมขึ้นรถ นั่งออกันอยู่นั่นแหละ มนุษย์เราก็แปลก!!
งวดนี้ขนของกลับเยอะเหมือนกันเพราะเราทำหน้าเป็น Lost and Found man ยกของที่คนลืมๆเอาไว้กลับไปให้ท่านๆ หนักทีเดียวววว
นั่งรถคราวนี้ไม่ลืมที่จะกินยาแก้เมารถดักไว้ ซึ่งได้ผลดี...สำหรับน้องธีนะ ส่วนข้าพเจ้าไม่เวอร์คแฮะ ไม่ค่อยหลับ ^^" (เพราะก่อนหน้านี้หลับไปเยอะมาก) แต่ก็หลับบ้างมึนบ้างตามประสายาออกฤทธิ์ ผลก็เลยไม่เมารถ เย้ๆๆ
(สามชั่วโมงผ่านไป)
17:00น. รถตู้ถึงอาเขต... ตรงเวลาเด๊ะ!! เทพมากอ่ะ
จากนั้นก็ฝากของเอาไว้ที่นครชัยแอร์และออกไปหาอะไรกินกันที่ริมน้ำปิง โดยร้านที่เลือกคือ Good View ติดกับ River Side เรียกว่าบรรยากาศดีมากมาย

เพียงแต่สภาพตอนนั้น... เมายาแก้เมารถมาก -_- เบลอกันทั้งคู่เลย มองอะไรทำอะไรก็มึนไปหมด แต่ก็ยังมีสติพอจะสั่งอาหาร โดยสั่งมา 3 อย่าง ได้แก่ ยำปลาดุกฟู ต้มยำกุ้ง และก็หลนกุ้ง



นั่งกินกันไปแบบงงๆ กินเสร็จก็สั่งเช็คบิล ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เมื่อเจอลูกมั่วของพนักงานเข้า!!! เมื่อตอนจ่ายเงินธีจ่ายด้วยบัตร Citibank ที่มีโปรโมชั่นลด 10% แต่พนักงานกลับไม่ได้ทำเรื่องลดให้ พอมาถึงโต๊ะก็ทำหน้าตาเลิ่กลั่กพร้อมกับยัดเยียดให้ธีเซ็น กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ล่อเป็นนาที ไล่ให้เค้ากลับไป Void อันเก่าทิ้งแล้วทำใบใหม่ที่ลดราคาแล้ว เสียเวลาไปอีกร่วม 5 นาที (หรือมากกว่า) เซ็งได้ถ้วยอ่ะ ร้านออกจะใหญ่โต อาหารก็โคดของโคดแพง ทำงานกันยังไงว้าาาา ขอด่าออกอากาศ!!
จ่ายเงินเสร็จก็ดูนาฬิกา โอ้ววว ทุ่มครึ่งแล้ว!! (รถออกสองทุ่ม) แต่ก็ไม่ตื่นตระหนกตกกะใจมากเพราะอาเขตอยู่ห่างแค่ 2 โลเท่านั้น เลยเรียกรถแดงขึ้นหน้า Good View เลย แต่... โดนรถแดงหักหลัง พาไปอ้อมเมืองซะงั้น!! กว่าจะถึงอาเขตก็ประมาณ 19.55 น. เรียกว่าลุ้นกันตัวโก่ง
แต่เราก็ไม่ลืมของฝาก... น้องธีเลยแยกไปจัดการกระเป๋าให้ ส่วนเราก็ไปซื้อแคบหมูในอาเขตเอาไปฝากคนที่กรุงเทพฯ ทุกอย่างทำไปอย่างรวดเร็ซ เสร็จใน 2 นาทีเท่าน้านนนน เราก็เลยขึ้นรถกันอย่างสบายใจและหลับยาวตลอดทาง... (เฉพาะน้องธีนะ ส่วนเราหลับๆตื่นๆตลอดเวลา)
บทรถก็มีเรื่องเซ็งๆอยู่บ้างคือมีอาม่าคนนึงพูดมากที่สุดในโลก เสียงดัง พูดไม่หยุดและพูดแต่ละเรื่องก็ทำให้คนอื่นอึดอัดมาก อยากหันไปด่ามากๆ แต่ก็ยังไม่กล้าพอ เหอะๆ โชคดีที่สุดท้ายหมดแรงหลับไปเองซะก่อน
และด้วยความที่เรานอนไม่หลับ เลยมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องจ๊ะเอ๋ที่ปอยเล่นเป็นผี ดูแล้วรู้สึกกลุ้มใจกับหนังไทยยิ่งนัก... หนังแต่ละเรื่องที่ทำออกมามันก็ไม่ใช่ง่ายๆนะ แล้วทำไมถึงทำออกมาได้ห่วยถึงเพียงนี้ มันไม่ใช่หนังที่ดูเพลินๆ แต่เป็นหนังที่ดูยังไงก็ไม่เพลิน กลุ้มใจวงการหนังไทยจริงๆ -0-
แล้วสุดท้ายเราก็หลับไปจนได้ แต่ปวดขามากเพราะที่นั่งไม่เหมาะกับตัวเรา เลยหลับๆตื่นๆตลอดทาง
(xx ชั่วโมงผ่านไป)
5:30 น. เดินทางถึงหมอชิตโดยสวัสดิภาพ ลงเสร็จก็จัดแจงเข้าห้องน้ำเรียบร้อยและแยกย้ายกันกลับบ้าน ด้วยความที่ของเยอะเลยกระโดดขึ้นแท็กซี่ทันที บรึ๋นนนนน ถึงบ้านก็นั่งทำงานต่อจนถึงบ่ายก็ออกไปประชุมและทำธุระปะปังมากมาย
เป็นอันจบการเดินทางที่แสนยาวนาน(แต่ชิลล์)ครั้งนี้
ขอบคุณ
ขอบคุณพี่เม่นพี่จี้ที่ทำให้วันเวลาดีๆเหล่านี้เกิดขึ้นมา ขอบคุณที่ทำให้รู้คุณค่าและความสวยงามของความรัก
ขอบคุณพี่อาร์ต พี่อาร์ม ณิชและปุ้ย ที่ไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดหลายวัน
ขอบคุณธีที่ไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากกว่าข้างบนประมาณสองเท่า
ขอบคุณทุกท่านที่ไปร่วมงานและทำให้ข้าพเจ้ารู้จัก "มิตรภาพ" ที่แท้จริง
ขอบคุณแสงแดดที่ทำให้รู้ว่าจริงๆหน้าข้าพเจ้าก็ไม่ด้านนะ :S
ยังมีคนให้ขอบคุณอีกมาก แต่คงไม่สามารถพูดได้หมด ยังไงเค้าก็รักทุกคนน้าาาา จุ๊บ จู๊บบบบบ หมั่วะ!
เขียนถึงตอนนี้ถามว่ารู้สึกยังไง บอกตรงๆว่ารู้สึก "ตกใจ" ตกใจอะไรหนะหรอ? ตกใจที่เราอยู่ปายตั้ง 7 วันหนะสิ!! มันนานมากกกกกก ไม่นึกว่าจะนานขนาดนี้ >0
แต่พออยู่ไปก็เริ่มผูกพัน เริ่มอยากอยู่ต่อเรื่อยๆนะ >_
สำหรับคืนสุดท้ายนี้เป็นคืนที่นอนหลับสบายที่สุด เพราะที่นอนและอากาศช่างสบายยยยยย (พี่เม่นพี่จี้ เปิดรีสอร์ทเถอะ!!) แต่มีสิ่งที่น่าพิศวงงงงวยอยู่อย่างนึงคือตอนตื่นนอนปรากฎว่ามีไฟเปิดอยู่ดวงนึง ทั้งๆที่ตอนนอนไฟทุกดวงถูกปิดไปแล้ว ถามหาคนเปิดก็ไม่มีใคร สุดท้ายเลยสรุปได้อย่างเดียว... อิเนยละเมอมาเปิดไฟแน่ๆ ว่าแต่ตอนไหนฟระะะะะ ไม่รู้ตัวเลยจริงๆอ่ะ (-_---")
เช้าวันสุดท้ายนี้เราประสบความสำเร็จอยู่อย่างนึง... ตื่นเช้าได้แล้ว!! โดยตื่นประมาณ 7 โมงราวๆนั้น แล้วก็ยกพวกไปกินโจ๊กแสนอร่อย(มั้ง)กัน แต่ที่อร่อยจริงๆหนะ ปาท่องโก๋ตรงข้ามร้านโจ๊ก!! ชอบมากเลย ชิ้นเล็กๆกรอบๆ สุดยอดดดดดด นั่งกินอยู่พี่เม่นพี่จี้ก็ตามมาสมทบ แต่เราไม่อยากเป็นกขค.ก็เลยกลับห้องไปนั่งทำงานกัน (ส่วนเนยหลับต่อนิดหน่อย แหะๆ)
ทำงานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (รู้สึกเริ่มอยู่ตัวกับปายแล้ว ทำงานได้เยอะขึ้น แต่มันวันสุดท้ายแล้ว แง้ T_T)
จากนั้นตอนเที่ยงก็ไปกินข้าวกันที่มุสลิมโฮมเมด โดยสั่งจาปาตีแกงเนื้อแกงไก่มากินกัน หม่ำๆๆๆๆๆ ไม่ได้กินอะไรแบบนี้มาตั้งแต่กลับจากอินเดีย เพียงแต่ที่นี่รสชาติไม่เข้มข้นเท่าไหร่ แต่น่าจะเหมาะกับคนไทย(และฝรั่ง)แหละนะ เพียงแต่ไม่จี๊ดสำหรับเรา
กินเสร็จก็ได้เวลารถออก (14:00 น.) ไปถึงตรงเวลาพอดีเด๊ะะะ แต่กลับเป็นคนแรกที่ขึ้นรถ :S คนอื่นไม่ยอมขึ้นรถ นั่งออกันอยู่นั่นแหละ มนุษย์เราก็แปลก!!
งวดนี้ขนของกลับเยอะเหมือนกันเพราะเราทำหน้าเป็น Lost and Found man ยกของที่คนลืมๆเอาไว้กลับไปให้ท่านๆ หนักทีเดียวววว
นั่งรถคราวนี้ไม่ลืมที่จะกินยาแก้เมารถดักไว้ ซึ่งได้ผลดี...สำหรับน้องธีนะ ส่วนข้าพเจ้าไม่เวอร์คแฮะ ไม่ค่อยหลับ ^^" (เพราะก่อนหน้านี้หลับไปเยอะมาก) แต่ก็หลับบ้างมึนบ้างตามประสายาออกฤทธิ์ ผลก็เลยไม่เมารถ เย้ๆๆ
(สามชั่วโมงผ่านไป)
17:00น. รถตู้ถึงอาเขต... ตรงเวลาเด๊ะ!! เทพมากอ่ะ
จากนั้นก็ฝากของเอาไว้ที่นครชัยแอร์และออกไปหาอะไรกินกันที่ริมน้ำปิง โดยร้านที่เลือกคือ Good View ติดกับ River Side เรียกว่าบรรยากาศดีมากมาย

เพียงแต่สภาพตอนนั้น... เมายาแก้เมารถมาก -_- เบลอกันทั้งคู่เลย มองอะไรทำอะไรก็มึนไปหมด แต่ก็ยังมีสติพอจะสั่งอาหาร โดยสั่งมา 3 อย่าง ได้แก่ ยำปลาดุกฟู ต้มยำกุ้ง และก็หลนกุ้ง



นั่งกินกันไปแบบงงๆ กินเสร็จก็สั่งเช็คบิล ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เมื่อเจอลูกมั่วของพนักงานเข้า!!! เมื่อตอนจ่ายเงินธีจ่ายด้วยบัตร Citibank ที่มีโปรโมชั่นลด 10% แต่พนักงานกลับไม่ได้ทำเรื่องลดให้ พอมาถึงโต๊ะก็ทำหน้าตาเลิ่กลั่กพร้อมกับยัดเยียดให้ธีเซ็น กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ล่อเป็นนาที ไล่ให้เค้ากลับไป Void อันเก่าทิ้งแล้วทำใบใหม่ที่ลดราคาแล้ว เสียเวลาไปอีกร่วม 5 นาที (หรือมากกว่า) เซ็งได้ถ้วยอ่ะ ร้านออกจะใหญ่โต อาหารก็โคดของโคดแพง ทำงานกันยังไงว้าาาา ขอด่าออกอากาศ!!
จ่ายเงินเสร็จก็ดูนาฬิกา โอ้ววว ทุ่มครึ่งแล้ว!! (รถออกสองทุ่ม) แต่ก็ไม่ตื่นตระหนกตกกะใจมากเพราะอาเขตอยู่ห่างแค่ 2 โลเท่านั้น เลยเรียกรถแดงขึ้นหน้า Good View เลย แต่... โดนรถแดงหักหลัง พาไปอ้อมเมืองซะงั้น!! กว่าจะถึงอาเขตก็ประมาณ 19.55 น. เรียกว่าลุ้นกันตัวโก่ง
แต่เราก็ไม่ลืมของฝาก... น้องธีเลยแยกไปจัดการกระเป๋าให้ ส่วนเราก็ไปซื้อแคบหมูในอาเขตเอาไปฝากคนที่กรุงเทพฯ ทุกอย่างทำไปอย่างรวดเร็ซ เสร็จใน 2 นาทีเท่าน้านนนน เราก็เลยขึ้นรถกันอย่างสบายใจและหลับยาวตลอดทาง... (เฉพาะน้องธีนะ ส่วนเราหลับๆตื่นๆตลอดเวลา)
บทรถก็มีเรื่องเซ็งๆอยู่บ้างคือมีอาม่าคนนึงพูดมากที่สุดในโลก เสียงดัง พูดไม่หยุดและพูดแต่ละเรื่องก็ทำให้คนอื่นอึดอัดมาก อยากหันไปด่ามากๆ แต่ก็ยังไม่กล้าพอ เหอะๆ โชคดีที่สุดท้ายหมดแรงหลับไปเองซะก่อน
และด้วยความที่เรานอนไม่หลับ เลยมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องจ๊ะเอ๋ที่ปอยเล่นเป็นผี ดูแล้วรู้สึกกลุ้มใจกับหนังไทยยิ่งนัก... หนังแต่ละเรื่องที่ทำออกมามันก็ไม่ใช่ง่ายๆนะ แล้วทำไมถึงทำออกมาได้ห่วยถึงเพียงนี้ มันไม่ใช่หนังที่ดูเพลินๆ แต่เป็นหนังที่ดูยังไงก็ไม่เพลิน กลุ้มใจวงการหนังไทยจริงๆ -0-
แล้วสุดท้ายเราก็หลับไปจนได้ แต่ปวดขามากเพราะที่นั่งไม่เหมาะกับตัวเรา เลยหลับๆตื่นๆตลอดทาง
(xx ชั่วโมงผ่านไป)
5:30 น. เดินทางถึงหมอชิตโดยสวัสดิภาพ ลงเสร็จก็จัดแจงเข้าห้องน้ำเรียบร้อยและแยกย้ายกันกลับบ้าน ด้วยความที่ของเยอะเลยกระโดดขึ้นแท็กซี่ทันที บรึ๋นนนนน ถึงบ้านก็นั่งทำงานต่อจนถึงบ่ายก็ออกไปประชุมและทำธุระปะปังมากมาย
เป็นอันจบการเดินทางที่แสนยาวนาน(แต่ชิลล์)ครั้งนี้
ขอบคุณ
ขอบคุณพี่เม่นพี่จี้ที่ทำให้วันเวลาดีๆเหล่านี้เกิดขึ้นมา ขอบคุณที่ทำให้รู้คุณค่าและความสวยงามของความรัก
ขอบคุณพี่อาร์ต พี่อาร์ม ณิชและปุ้ย ที่ไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดหลายวัน
ขอบคุณธีที่ไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากกว่าข้างบนประมาณสองเท่า
ขอบคุณทุกท่านที่ไปร่วมงานและทำให้ข้าพเจ้ารู้จัก "มิตรภาพ" ที่แท้จริง
ขอบคุณแสงแดดที่ทำให้รู้ว่าจริงๆหน้าข้าพเจ้าก็ไม่ด้านนะ :S
ยังมีคนให้ขอบคุณอีกมาก แต่คงไม่สามารถพูดได้หมด ยังไงเค้าก็รักทุกคนน้าาาา จุ๊บ จู๊บบบบบ หมั่วะ!
(ก่อนอื่นขอบ่น อ๊ากกกกก เขียนไม่ทันเจ้าธีมัน อ๊ากกกกก)
![]()
ไม่เป็นไร จะอดทนค้าบ T_T เริ่มหละนะ!!
วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ปุ๊บปั๊บก็วันที่ 6 แล้ว อุณหภูมิวันนี้สูงขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังถือว่าเย็นอยู่ และความพยายามในการตื่นเช้าก็... ไม่สำเร็จอีกเช่นเคย T_T แถมยังปวดหลังอีกต่างหากเพราะที่นอนไม่ค่อยถูกกับสันหลังยาวๆของเราเท่าไหร่
พอตื่นมาก็อยู่ในสภาพงงๆ(เช่นเคย) ธีถามด้วยเสียงเยือกเย็นว่า "ตื่นแล้วหรอ" (กรุณาอย่าจินตนาการเลยเถิด) แหะๆ พร้อมถามว่าธีไปกินอะไรมา ธีตอบว่า "ไข่ลวก" แน่นอน สมองอันน้อยของเราจึงไม่คิดจะทำอะไรนอกจากก็อปไอเดีย... ฮ่าๆ ข้าพเจ้าเลยล้างหน้าแปรงฟันและเดินออกไปกินไข่ลวกทันที ^^" สั่งมาสองฟองเพื่อความปึ๋งปั๋ง... เอ๊ะ แล้วจะปั๋งทำพรื่อ?!?
![]()
กินเสร็จก็ไปอาบน้ำ แพ็คกระเป๋าให้เรียบร้อยแล้วจึง Check Out โบกมือบ้ายบายชาลีเฮ้าส์ไปเพื่อไปพักที่พักต่อไป... SweetAndMellow ฮ่าๆๆๆ ไม่ใช่รีสอร์ทแต่ก็ออดอ้อนพี่เม่นพี่จี้ขอนอนด้วยคืนนึง ถือเป็นคืนส่งท้ายในปาย >_
![]()
ยืนรอสักแป๊บพี่เม่นก็ลงมาเปิดประตู ครืดดดดด Check In!!! แล้วก็นั่งหลั่นล้าแรดๆๆๆอยู่ที่ SweetAndMellow สักพักจึงไปกินข้าวกันต่อที่... จำไม่ได้อ่ะ พี่เม่นพาไป เหะๆ สั่งอาหารมาสามอย่างได้แ่ก่ ปลาอะไรสักอย่างทอดอะไรสักอย่าง เห็ดอะไรสักอย่างทอด แล้วก็ต้มยำอะไรสักอย่าง อร่อยดีแต่รอนานไปหน่อยเพราะดันมีทัวร์มาลงพอดี ไอ่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งเล่นเกมเพชรบนไอโฟนพี่จี้รอ... จนติดเกม!! แหะๆ
![]()
จบจากร้านนี้ก็ไปกินกาแฟ/ช็อคโกแลตปั่นกันที่ร้านเข้าท่าซึ่งสนิทกับพี่เม่นพี่จี้(และธี) กลิ้งไปกลิ้งมา แกรกๆๆๆๆ แล้วก็ไปทำงานกันต่อที่บ้านบ่าวสาวหมาดๆ ทำงานๆๆๆๆ ทำสักพักนึงก็เพิ่งนึกได้ว่าต้องเอามอไซค์ไปคืน!! เราก็เลยไปคืนมอไซค์และไปหาซื้อชุดลีซอกัน ใช้เวลาไม่นานมาก ประมาณสี่ชั่วโมง... ก็แย่ละ เลือกประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการนั่งแปลภาษาชาวเขากัน -0- สุดท้ายก็ได้ชุดลีซอสีฟ้ามา ไว้ดูรูปจากณิชเอาเองละกันว่าเป็นยังไง แต่กระซิบว่าน่ารักมว๊ากกกก >o
![]()
จากนั้นก็กลับไปทำงานกันต่อที่บ้านพี่เม่น (ภารกิจเยอะจิงวุ้ย) ทำต่อกันได้แป๊บนึงก็มีคนอยากอาบน้ำ!! แต่... น้ำที่บ้านไม่ไหล ทำยังไงดีหละๆๆๆๆ ก็เลยยกพวกกันไปลงอ่าง เอ้ย! ลงบ่อน้ำร้อนหรือออนเซนหรือออมเซมกัน :D
ไม่รู้จะบรรยายยังไงเหมือนกันบรรยากาศตอนไปแช่งออนเซน เอาเป็นว่าชอบมว๊ากกกกกกกกกกกกกก น้ำร้อนกำลังพอดี รู้สึกสบายตัวมากๆ ยิ่งแช่ยิ่งเคลิ้ม ครืดๆๆ เสียไปแค่ 50 บาทเอง สุดยอดดดดดด >0
![]()
นั่งแช่ไปชั่วโมงนึงเห็นจะได้ก็ถึงเวลาขึ้นจากบ่อกัน อาบน้ำที่ฝักบัวข้างๆสระพร้อมถ่ายรูปเกย์กันนิดหน่อย... จุดนี้เราเผาตัวเองแค่นี้ ไม่ขอเอารูปมาลงเพราะทำใจกับการสร้างภาพครั้งนี้ไม่ได้ -_-
เสร็จก็ไปหาอะไรกินกัน รอบนี้ไปกินผัดไทเข้าวิน เอ้ย! ผัดไทหน้าวินกัน แน่นอน มาถึงร้านผัดไทยแล้ว เราก็เลยรีบสั่ง... สุกี้ทะเลทันที!! ^^" ก็มันอยากกินนี่นาาาาาา แต่อร่อยดีนะ ชอบมากเลย :D
คืนสุดท้ายในปายแล้วสินะ :) เลยเดินซื้อของที่ถนนคนเดินกันอีกรอบ วันนี้เพื่อหาของฝากน้องแนนโดยเฉพาะเลย สุดท้ายได้กระเป๋ามาใบนึง ตอนซื้อสีก็สวยดีนะ แต่ตอนหยิบมาดูอีกทีมันไม่สวยเลย ขอโทษนะน้องแนนนนนน T_T
จบวันนี้ด้วยการไปนั่งทำงานที่บ้านพี่จี้และนอนหลับที่ชั้นล่าง เกิดเรื่องแปลกๆขึ้นนิดหน่อย... ไว้รออ่านใน Blog ถัดไปว่าอะไร เพราะมันเป็นเรื่องของวันถัดไปแล้ว :D
ปล. 1: วันนี้ต้องขออภัยที่ไม่มีรูปมาฝากเลย เพราะทั้งวันไม่ได้ถ่ายรูปเลย วันนั้นเบื่อการถ่ายรูปซะงั้น ^^"
ปล. 2: ตอนกลางวันแทบไม่ได้ทำงานเลย!! เที่ยวแหลกส่งท้าย =_=
อ่านกันให้อ้วกครับพี่น้องสำหรับซีรี่ส์ "หนีหน้ามาปาย" เพราะเราเก็บทุกเม็ดทุกรายละเอียด คุคิคุคิ (เสียงคุรุรุหัวเราะคิคิคิ)
ภาพโดยรวมของวันนี้ขอให้นิยามว่า "วันทำงาน+วันพักผ่อน" เพราะชีวิตมันชิวเหลือเกิ๊นนนน การอยู่ปายสามารถทั้งทำงานและพักผ่อนในวันเดียวกันได้ รวมถึงยังพักผ่อนระหว่างทำงานได้อีก โอ้ววว
เช้าวันนี้ตั้งใจจะตื่นมากินโจ๊กตอนเช้า(อีกแล้ว) ซึ่งแน่นอน... ตื่นปาไปเกือบ 11 โมง ^^" ก็อากาศมันน่านอนนี่นาาาาา >_
เสร็จก็กลับมาอาบน้ำหลั่นล้าๆ แล้วก็หิ้วกระเป๋าออกไปหาที่ทำงานกัน ทางน้องธีที่ยังกล้าๆกลัวๆกับการขี่มอเตอร์ไซค์ก็ตัดสินใจเช่าเพิ่มมาอีก 1 คันเพื่อขี่เอง สุดท้ายเลยขี่ได้แล้ว :D
เช่าเสร็จก็บึ่งไป Fruit Factory เพราะอยากไปและมีความหวังว่าจะมีเนตใช้

ซึ่งผลก็คือ... ขนมอร่อยดีนะ แต่ไม่มีเนตใช้แฮะ ^^"

แต่ก็ยังพยายาม นั่งต่อเนตด้วยมือถือทำงานแป๊บนึง แต่ก็ทนความอืดไม่ไหว บึ่งมอเตอร์ไซค์ไปยูนนานเพื่อหาอาหารอีกรอบ แต่คราวนี้สั่งไก่ดำตุ๋นยาจีนกับผัดเห็ดมาแทนที่จะสั่งขาหมู (คราวที่แล้วกินไปแล้วสองขา ไม่เอาละะะ)

ก็อร่อยดีนะๆ
เสร็จแล้วก็นั่งเลยยูนานไปต่ออีกหน่อยเพื่อจะไปน้ำตกหมอแปง ระหว่างทางก็เจอร้านกาแฟของลีซอชื่อบ้านดินดอยลีซอ จึงรีบแวะเข้าไปทันทีเพราะจำได้ว่าเคยไปกับแฟนเก่าคราวที่แล้วแล้วบรรยากาศมันดี ซึ่งก็เจอเรื่องบังเอิญเข้าจนได้ เมื่อจอดรถก็มีสาวลีซอออกมาต้อนรับ ตามองตา อึ้งกับไป 2 วิ "อาซือมิ!!"
หมายเหตุ: อาซือมิคือสาวลีซออายุ 21 ที่เจอกันในงานแต่งงานพี่จี้ในวันก่อน

อาซือมิเป็นคนที่น่ารักและกวนติงมาก เป็นลีซอคนนึงที่มีการศึกษาและมีความคิดเหนือกว่าคนกรุงเทพฯหลายคนเสียอีก ผู้หญิงในเผ่าลีซอจะนิยมแต่งงานกันตั้งแต่ 18-19 หรือน้อยกว่านั้น แต่สำหรับอาซือมิบอกว่ายังไม่อยากแต่ง ขอเรียนให้จบก่อน บลาๆๆๆ เลยเป็นคนเดียวในรุ่นที่ยังไม่ได้แต่งงาน!!
ใครอยากเจอตัวจริงแวะไปได้ที่บ้านดินดอยลีซอ ทางขึ้นน้ำตกหมอแปง เธอเป็นเจ้าของกิจการดูแลอยู่ (เป็นเจ้าของกิจการแต่เด็กอ่ะ)
อ้อ จริงๆนอกจากร้านกาแฟแล้วเธอยังทำรีสอร์ทอีกด้วย น่าพักมากเลยแหละ แต่ก็แพงมาก คืนละ 1000 แหนะ (แต่ก็นอนได้ 5 คนนะ) อีกอย่างที่ชอบคือทุ่งทานตะวัน ถึงตอนนี้จะไม่สวยงามมากเพราะไม่ใช่หน้าของมัน แต่ก็สวยพอที่จะถ่ายรูปด้วยแล้ว

จากนั้นก็ถึงเวลาชิ่ง บึ่งต่อไปยังน้ำตกหมอแปง ไม่ได้สวยอะไรมาก ก็แค่แวะมา ^ ^

แล้วก็ได้เวลากลับ ขากลับคราวนี้แวะไปดูชุดลีซอให้ณิชในตัวเมือง ปรากฎว่าเปิดแค่ร้านเดียว เลือกดูแล้วยังไม่ถูกใจเลยรอมาดูใหม่ในวันรุ่งขึ้น ส่วนเรากับธีก็ไปกินขนมปังสังขยากันที่ตลาด อื้ม... ไม่อร่อยแฮะ เอิ๊กๆ
จากนั้นก็ถึงเวลากลับที่พัก แล้วก็ไปหาพี่เม่นพี่จี้กันที่ SweetAndMellow นั่งคุยกันไปคุยกันมาพี่เม่นก็ชวนไปกินข้าวเย็นกันที่ร้านพิซซ่า DA CRISTINA สุดอร่อย สั่งกันมา 3 อย่างทั้งสเต๊ก คาโบนาร่าและพิซซ่าอิตาลี


มื้อนี้พี่เม่นเลี้ยง ขอบคุณมากนะคร้าบบบ อร่อยมากกก :D
กินเสร็จก็กลับบ้านพี่เม่นพี่จี้ นั่งทำงานต่อเพราะเนตเร็ว คริคริ นั่งทำสักแป๊บพี่เม่นก็ขอไปนอน ส่วนพี่จี้ก็ชวนเนยกับธีย่องไป BeBop (ผับ) กัน กรั่กๆๆๆ
แต่ความสามารถในการกระโดดโลดเต้นเราน้อย เราก็เลยได้แค่กินเบียร์กันไปคนละนิดละหน่อย แล้วสักพักก็กลับเพราะมีเกย์ฝรั่งเมาไล่กอดจูบผู้ชายในผับ หนีแทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ
สุดท้ายของวันนี้ก็ขับพาพี่จี้ไปส่งบ้านหาที่ร้ากกก ส่วนเรากับธีก็กลับไปนอนห้องพักตัวเอง
จบไปอีกวัน!!
โอ้ วาเวลาผ่าปาโระเรเหลือเกอ เผอแป๊ะๆงาแต่ก้อโจะปา เหลือว้าแต่ควาโซจา
... ชาวเขาเข้าสิง!! อ่านยากวุ้ย เอาใหม่!!!
โอ้วววว วันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บๆงานแต่งก็จบไป เหลือไว้แต่ความทรงจำ (และความเงียบเหงา) >_
![]()
วันนี้เป็นวันที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านกัน รวมทั้งพี่อาร์ต พี่อาร์ม ณิช ปุ้ยด้วย หลงเหลือเพียงเรากับธีซึ่งตัดสินใจจะอยู่ต่ออีกสัก 2-3 วัน กับคนที่ยังติดค้างอยู่อีกไม่ถึง 10 คน มันเหงาจริงๆนะ ทำใจแทบไม่ได้ >_
เช้าวันนั้นเราตื่นมาด้วยสภาพโงนเงนและเหนื่อยล้า ไม่ได้จากเพราะเมาแต่เพราะเรานอนพื้นมาทั้งคืน มีเพียงผ้าห่มผืนเล็กๆมาคลุมกาย ทำให้เราตื่นมาทุกครึ่งชั่วโมงด้วยความหนาวและความเป็นห่วงคนบางคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงทั้งคืน เลย Checkpoint มันทุกครึ่งชั่วโมง ตื่นมาทีก็เช็คอาการคนป่วยที เช็คตัวเองที แล้วก็เช็คข่าวใน twitter ที (ถ้าจำได้ คืนนั้นเป็นคืนที่เกิดเหตุอะไรต่างๆมากมาย) แล้วก็นอนต่อ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ตอนเช้าเราอยู่ในสภาพเหมือนคนใกล้ตาย โงนไปเงนมาตลอดเวลา แถมยังป่วยใช้ได้เลยทีเดียว
ตอนเช้าตื่นมาอย่างเป็นทางการก็ตอน 8 โมง แต่กลิ้งไปกลิ้งมาต่อจน 9 โมงครึ่งเห็นจะได้ ก็มันเหนื่อยเน่ >_ผื่นขึ้นทุกรูขุมขน!!! (รวมแล้วไม่ต่ำกว่าข้างละพันเม็ด) เพราะแพ้เหล้าที่เธอกินไปเมื่อคืนนั่นเอง ไม่เมาแต่ผลออกที่ขาแทน :( ก็ว่าใครไม่ได้หละน้าาาา กินเองหนิ แต่เราก็รู้สึกผิดเยอะอยู่เหมือนกันเพราะดูแลเธอไม่ดี ดันไปยอมให้กินทั้งๆที่รู้ว่าแพ้ เห็นดังนั้นเราก็เลยไล่เธอไปอาบน้ำและพาขึ้นมอไซค์ไปซื้อยากินในเมืองทันที เท่าที่รู้ตอนนี้ผื่นยุบแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แต่เป็นแผลเป็นหลายจุดเลย เฮ้อออ
พอกลับถึงที่พักทุกคนก็กำลังเก็บของกันอยู่ สุดท้ายก็พากัน Check Out ไปตอน 11 โมงครึ่งและไปกินข้าวเที่ยงกัน ก่อนจะส่งทั้งสี่คนขึ้นรถกลับไปเชียงใหม่และต่อไปกรุงเทพฯในที่สุด ไม่อยากให้กลับเลย คิดถึงงงงง อุตส่าห์มาปายทั้งที >_
ส่วนเรากับธีก็หาที่พักต่อ โดยไม่เลือกอะไรมากมาย เดินเข้าไปชาร์ลีเฮาส์ตรงข้าม 7-Eleven ที่ธีเคยพักก่อนหน้านี้ ตกคืนละ 300 ที่พักร่มรื่นน่าอยู่มากแถมอยู่บริเวณเจริญแล้วด้วย สรุปแล้วสี่วันที่ผ่านมาพักไปแล้ว 4 ที่ แม่เจ้า -_-
พอเข้าห้องก็หมดสภาพ หลับในทันที กว่าจะฟื้นอีกทีก็ตอนเย็นๆ ออกไปที่วัดพระธาตุแม่เย็นเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน (ซึ่งคนเยอะอีกตามเคย)

ขากลับมีแวะร้านนิยมซึ่งเป็นร้านกาแฟตรงทางลงเขา บรรยากาศดีทีเดียว

จากนั้นก็หาอะไรกินกันในถนนคนเดิน โดยเลือกกินขนมจีนน้ำเงี้ยวที่ร้านขนมจีนนั่งยองที่กะจะกินตั้งแต่วันแรกแต่ไม่ว่างกินสักที กินกันไป อิ่มๆๆๆ แล้วก็เดินไปหาพี่เม่นพี่จี้ที่ห้อง นั่งคุยโน่นคุยนี่กันนิดหน่อยและก็ได้ความว่ามีคนตกค้างอยู่ที่หลับฝันดีจำนวนหนึ่งกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ เราก็เลยกลับห้องพักเก็บของและไปซื้อข้าวเหนียวมะม่วงไปร่วม Join ทันที
และมื้อนั้นก็เป็นการกินข้าวเล็กๆที่สนุกสนาน!! ได้รู้จักคนที่รู้จักแต่ในเนตมากมายเช่น iannnnn และภรรยา พี่โบโฮ้ พี่บุ pradt.net ฯลฯ ประทับใจ ทุกคนล้วนฮา!!!! แถมได้รู้เรื่องราวลับๆมากมายในปาร์ตี้คืนวันแต่งงาน คริคริ คริคริ และก็คริคริคริ
จบจากการกินข้าวก็กลับห้องและทำโน่นทำนี่นิดหน่อย ก่อนจะออกมา 7-Eleven กินอะไรรองท้องแล้วก็หลับปุ๋ยไปในทันที
จบไปอีกหนึ่งวัน!! หาวววว
โอ้ วาเวลาผ่าปาโระเรเหลือเกอ เผอแป๊ะๆงาแต่ก้อโจะปา เหลือว้าแต่ควาโซจา
... ชาวเขาเข้าสิง!! อ่านยากวุ้ย เอาใหม่!!!
โอ้วววว วันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บๆงานแต่งก็จบไป เหลือไว้แต่ความทรงจำ (และความเงียบเหงา) >_
![]()
วันนี้เป็นวันที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านกัน รวมทั้งพี่อาร์ต พี่อาร์ม ณิช ปุ้ยด้วย หลงเหลือเพียงเรากับธีซึ่งตัดสินใจจะอยู่ต่ออีกสัก 2-3 วัน กับคนที่ยังติดค้างอยู่อีกไม่ถึง 10 คน มันเหงาจริงๆนะ ทำใจแทบไม่ได้ >_
เช้าวันนั้นเราตื่นมาด้วยสภาพโงนเงนและเหนื่อยล้า ไม่ได้จากเพราะเมาแต่เพราะเรานอนพื้นมาทั้งคืน มีเพียงผ้าห่มผืนเล็กๆมาคลุมกาย ทำให้เราตื่นมาทุกครึ่งชั่วโมงด้วยความหนาวและความเป็นห่วงคนบางคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงทั้งคืน เลย Checkpoint มันทุกครึ่งชั่วโมง ตื่นมาทีก็เช็คอาการคนป่วยที เช็คตัวเองที แล้วก็เช็คข่าวใน twitter ที (ถ้าจำได้ คืนนั้นเป็นคืนที่เกิดเหตุอะไรต่างๆมากมาย) แล้วก็นอนต่อ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ตอนเช้าเราอยู่ในสภาพเหมือนคนใกล้ตาย โงนไปเงนมาตลอดเวลา แถมยังป่วยใช้ได้เลยทีเดียว
ตอนเช้าตื่นมาอย่างเป็นทางการก็ตอน 8 โมง แต่กลิ้งไปกลิ้งมาต่อจน 9 โมงครึ่งเห็นจะได้ ก็มันเหนื่อยเน่ >_ผื่นขึ้นทุกรูขุมขน!!! (รวมแล้วไม่ต่ำกว่าข้างละพันเม็ด) เพราะแพ้เหล้าที่เธอกินไปเมื่อคืนนั่นเอง ไม่เมาแต่ผลออกที่ขาแทน :( ก็ว่าใครไม่ได้หละน้าาาา กินเองหนิ แต่เราก็รู้สึกผิดเยอะอยู่เหมือนกันเพราะดูแลเธอไม่ดี ดันไปยอมให้กินทั้งๆที่รู้ว่าแพ้ เห็นดังนั้นเราก็เลยไล่เธอไปอาบน้ำและพาขึ้นมอไซค์ไปซื้อยากินในเมืองทันที เท่าที่รู้ตอนนี้ผื่นยุบแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แต่เป็นแผลเป็นหลายจุดเลย เฮ้อออ
พอกลับถึงที่พักทุกคนก็กำลังเก็บของกันอยู่ สุดท้ายก็พากัน Check Out ไปตอน 11 โมงครึ่งและไปกินข้าวเที่ยงกัน ก่อนจะส่งทั้งสี่คนขึ้นรถกลับไปเชียงใหม่และต่อไปกรุงเทพฯในที่สุด ไม่อยากให้กลับเลย คิดถึงงงงง อุตส่าห์มาปายทั้งที >_
ส่วนเรากับธีก็หาที่พักต่อ โดยไม่เลือกอะไรมากมาย เดินเข้าไปชาร์ลีเฮาส์ตรงข้าม 7-Eleven ที่ธีเคยพักก่อนหน้านี้ ตกคืนละ 300 ที่พักร่มรื่นน่าอยู่มากแถมอยู่บริเวณเจริญแล้วด้วย สรุปแล้วสี่วันที่ผ่านมาพักไปแล้ว 4 ที่ แม่เจ้า -_-
พอเข้าห้องก็หมดสภาพ หลับในทันที กว่าจะฟื้นอีกทีก็ตอนเย็นๆ ออกไปหาอะไรกินกันในถนนคนเดิน โดยเลือกกินขนมจีนน้ำเงี้ยวที่ร้านขนมจีนนั่งยองที่กะจะกินตั้งแต่วันแรกแต่ไม่ว่างกินสักที กินกันไป อิ่มๆๆๆ แล้วก็เดินไปหาพี่เม่นพี่จี้ที่ห้อง นั่งคุยโน่นคุยนี่กันนิดหน่อยและก็ได้ความว่ามีคนตกค้างอยู่ที่หลับฝันดีจำนวนหนึ่งกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ เราก็เลยกลับห้องพักเก็บของและไปซื้อข้าวเหนียวมะม่วงไปร่วม Join ทันที
และมื้อนั้นก็เป็นการกินข้าวเล็กๆที่สนุกสนาน!! ได้รู้จักคนที่รู้จักแต่ในเนตมากมายเช่น iannnnn และภรรยา พี่โบโฮ้ พี่บุ pradt.net ฯลฯ ประทับใจ ทุกคนล้วนฮา!!!! แถมได้รู้เรื่องราวลับๆมากมายในปาร์ตี้คืนวันแต่งงาน คริคริ คริคริ และก็คริคริคริ
จบจากการกินข้าวก็กลับห้องและทำโน่นทำนี่นิดหน่อย ก่อนจะออกมา 7-Eleven กินอะไรรองท้องแล้วก็หลับปุ๋ยไปในทันที
จบไปอีกหนึ่งวัน!! หาวววว
โอ้ วาเวลาผ่าปาโระเรเหลือเกอ เผอแป๊ะๆงาแต่ก้อโจะปา เหลือว้าแต่ควาโซจา
... ชาวเขาเข้าสิง!! อ่านยากวุ้ย เอาใหม่!!!
โอ้วววว วันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บๆงานแต่งก็จบไป เหลือไว้แต่ความทรงจำ (และความเงียบเหงา) >_
![]()
วันนี้เป็นวันที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านกัน รวมทั้งพี่อาร์ต พี่อาร์ม ณิช ปุ้ยด้วย หลงเหลือเพียงเรากับธีซึ่งตัดสินใจจะอยู่ต่ออีกสัก 2-3 วัน กับคนที่ยังติดค้างอยู่อีกไม่ถึง 10 คน มันเหงาจริงๆนะ ทำใจแทบไม่ได้ >_
เช้าวันนั้นเราตื่นมาด้วยสภาพโงนเงนและเหนื่อยล้า ไม่ได้จากเพราะเมาแต่เพราะเรานอนพื้นมาทั้งคืน มีเพียงผ้าห่มผืนเล็กๆมาคลุมกาย ทำให้เราตื่นมาทุกครึ่งชั่วโมงด้วยความหนาวและความเป็นห่วงคนบางคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงทั้งคืน เลย Checkpoint มันทุกครึ่งชั่วโมง ตื่นมาทีก็เช็คอาการคนป่วยที เช็คตัวเองที แล้วก็เช็คข่าวใน twitter ที (ถ้าจำได้ คืนนั้นเป็นคืนที่เกิดเหตุอะไรต่างๆมากมาย) แล้วก็นอนต่อ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ตอนเช้าเราอยู่ในสภาพเหมือนคนใกล้ตาย โงนไปเงนมาตลอดเวลา
ตอนเช้าตื่นมาอย่างเป็นทางการก็ตอน 8 โมง แต่กลิ้งไปกลิ้งมาต่อจน 9 โมงครึ่งเห็นจะได้ ก็มันเหนื่อยเน่ >_ผื่นขึ้นทุกรูขุมขน!!! (รวมแล้วไม่ต่ำกว่าข้างละพันเม็ด) เพราะแพ้เหล้าที่เธอกินไปเมื่อคืนนั่นเอง ไม่เมาแต่ผลออกที่ขาแทน :( ก็ว่าใครไม่ได้หละน้าาาา กินเองหนิ แต่เราก็รู้สึกผิดเยอะอยู่เหมือนกันเพราะดูแลเธอไม่ดี ดันไปยอมให้กินทั้งๆที่รู้ว่าแพ้ เห็นดังนั้นเราก็เลยไล่เธอไปอาบน้ำและพาขึ้นมอไซค์ไปซื้อยากินในเมืองทันที เท่าที่รู้ตอนนี้ผื่นยุบแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แต่เป็นแผลเป็นหลายจุดเลย เฮ้อออ
พอกลับถึงที่พักทุกคนก็กำลังเก็บของกันอยู่ สุดท้ายก็พากัน Check Out ไปตอน 11 โมงครึ่งและไปกินข้าวเที่ยงกัน ก่อนจะส่งทั้งสี่คนขึ้นรถกลับไปเชียงใหม่และต่อไปกรุงเทพฯในที่สุด ไม่อยากให้กลับเลย คิดถึงงงงง อุตส่าห์มาปายทั้งที >_
ส่วนเรากับธีก็หาที่พักต่อ โดยไม่เลือกอะไรมากมาย เดินเข้าไปชาร์ลีเฮาส์ตรงข้าม 7-Eleven ที่ธีเคยพักก่อนหน้านี้ ตกคืนละ 300 ที่พักร่มรื่นน่าอยู่มากแถมอยู่บริเวณเจริญแล้วด้วย สรุปแล้วสี่วันที่ผ่านมาพักไปแล้ว 4 ที่ แม่เจ้า -_-
พอเข้าห้องก็หมดสภาพ หลับในทันที กว่าจะฟื้นอีกทีก็ตอนเย็นๆ ออกไปหาอะไรกินกันในถนนคนเดิน โดยเลือกกินขนมจีนน้ำเงี้ยวที่ร้านขนมจีนนั่งยองที่กะจะกินตั้งแต่วันแรกแต่ไม่ว่างกินสักที กินกันไป อิ่มๆๆๆ แล้วก็เดินไปหาพี่เม่นพี่จี้ที่ห้อง นั่งคุยโน่นคุยนี่กันนิดหน่อยและก็ได้ความว่ามีคนตกค้างอยู่ที่หลับฝันดีจำนวนหนึ่งกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ เราก็เลยกลับห้องพักเก็บของและไปซื้อข้าวเหนียวมะม่วงไปร่วม Join ทันที
และมื้อนั้นก็เป็นการกินข้าวเล็กๆที่สนุกสนาน!! ได้รู้จักคนที่รู้จักแต่ในเนตมากมายเช่น iannnnn และภรรยา พี่โบโฮ้ พี่บุ pradt.net ฯลฯ ประทับใจ ทุกคนล้วนฮา!!!! แถมได้รู้เรื่องราวลับๆมากมายในปาร์ตี้คืนวันแต่งงาน คริคริ คริคริ และก็คริคริคริ
จบจากการกินข้าวก็กลับห้องและทำโน่นทำนี่นิดหน่อย ก่อนจะออกมา 7-Eleven กินอะไรรองท้องแล้วก็หลับปุ๋ยไปในทันที
จบไปอีกหนึ่งวัน!! หาวววว
05.00 น. นาฬิกาปลุกดังโครมครามโครมคราม 4 เครื่องพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทุกคนตื่นขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง มองหน้ากันมองหน้ากันมา และก็หลับต่อขออีก 5 นาทีกันอย่างพร้อมเพรียง!! ตื่นมาอีกที 6 โมงสิบห้าเพราะวีนนาทมาเคาะห้องเพื่อหาที่พักพิงป้องกันความหนาว (ความจริงคือโดนพี่เม่นทิ้งไว้หน้าห้อง) ทุกคนมองตากันไปมองตากันมาพร้อมอุทานกันว่า "ฉิบหายแล้วววว"
จึงกระโดดออกจากเตียง ณ บัดนั้น ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำ ปุ้ยไปเตรียมตัวแต่งหน้าเจ้าสาว ณิชอาบน้ำแล้วนั่งแต่งหน้าตัวเองและแต่งหน้าน้องๆที่ถือดอกไม้นำทาง เนยกับธีนั่งเด็ดกลีบกุหลาบสำหรับโปรยทางเดิน ส่วนเจ้าสาวก็มาเคาะประตูเข้าห้องพอดี แหมะ ทุกคนช่างพร้อมเพรียง!! ทางปุ้ยเลยเริ่มแต่งหน้าเจ้าสาว ณ บัดนั้น ส่วนเรากับธีเมื่อเด็ดกุหลาบเสร็จก็เดินออกไปสร้างภาพกันที่สถานที่จัดพิธีเช้ากันทันที
แต่ด้วยกุหลาบที่มีเพียงน้อยนิดเทียบกับหน้าที่ของมันที่มีมากล้น เราจึงไม่สามารถสร้างภาพจินตนาการมากมายได้ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะวาดภาพทางเดินที่สวยงามจึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ แต่นแต๊นนนน :D

(ขอบคุณภาพจาก @simplewit ครับป๋ม เช้าวันนั้นเนยไม่มีเวลาถ่ายอะไรเลย ขอแต๊บรูปมาละกัน ^^")
ทางเดินจะเป็นสีขาวพร้อมกับ border=1 สีแดง และก็จะเห็นรายละเอียดว่าเก้าอี้แต่ละตัวจะมีกรวยใบตองใส่ดอกกุหลาบวางไว้อยู่ อันนั้นไว้สำหรับให้คนที่อยู่ตรงเก้าอี้แต่ละตัวได้โปรยดอกไม้กันตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินออกมา ส่วนพุ่มดอกไม้แต่ละเสาคือที่พุ่มที่ทุกคนช่วยกันทำขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นน้องแนน ณิช เนย ธี พี่นุ่น วีนนาทและอีกหลายคนมากๆ (ขอโต๊ดถ้าจำชื่อไม่ได้ T T) ดังนั้นแต่ละพุ่มจะไม่เหมือนกันเลย ส่วนซุ้มดอกไม้ด้านหน้าโน้นที่สวยๆเป็นฝีมือของพี่แหววและน้องแนนสองคน สวยมั้ยๆ :D
และงานดอกไม้ของเราก็เสร็จ!!
จากนั้นคนเริ่มทยอยมากันเรื่อยๆ เห็นหลายต่อหลายคนถ่ายรูปแล้วก็ดีใจ แต่เราก็ไม่มีเวลาเชยชมมากนัก เพราะ... ยังไม่ได้อาบน้ำเลย!! เราจึงรีบเดินกลับห้องเพื่ออาบน้ำ
เมื่อกลับถึงห้องก็แอบตกใจนิดหน่อยที่มีคนอยู่ในห้องประมาณแปดคนเห็นจะได้ ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมโน่นเตรียมนี่ให้เจ้าสาว ส่วนเราไม่รีรอขอกระโดดเข้าไปอาบน้ำก่อน ไม่ไหวละ จะหลับให้ได้ ~0~
จากนั้นก็ทำโน่นทำนี่วุ่นวายหลายอย่างมากไม่ว่าจะสั่งอาหาร เสิร์ฟอาหาร ยกของ จัดของ ฯลฯ... งานบริกรล้วนๆ ฮ่าๆ (ถ้าใครเห็นชุดเราตอนเช้าก็คงจะไม่แปลกใจ!) และระหว่างที่วุ่นวายนั้นเองปุ้ยก็แต่งหน้าเสร็จ
เห็นแว้บแรก ...กรี้ดดดดดดดด สวยมากกกกกก พี่แองจี้เหมือนตุ๊กตาเลย ทุกอย่างลงตัวมากไม่ว่าจะเป็นชุด วิกผม(น้องพิกุล) เบรลล์และดอกไม้ประดับ ทุกคนร่วมด้วยช่วยกรี้ด ถ่ายรูปประมาณแปดแสนรูปอยู่ในห้อง ทุกอย่างลงตัวมาก สมแล้วที่เป็นปุ้ย คุณภาพๆ

(อันนี้ขโมยรูปจาก @nichieme ฮ่าๆ)
หลังจากแต่งหน้าเสร็จไม่กี่นาที งานแต่งก็เริ่มขึ้น เรารีบแจ้นออกไปร่วมงานโดยยืนอยู่แถวหลังสุด งานครั้งนี้ถึงจะไม่ใช่งานพิธีแต่ก็ทำเหมือนพิธีโดยมี @hunt เป็นคนนำการเป็นประจักพยาน ทุกอย่างผ่านไปด้วยความซึ้งใจ คนร้องไห้เป็นแสน สงสารแต่ปุ้ยที่อดไปร่วมงานเพราะแต่งหน้าเจ้าสาวจนไม่มีเวลาแต่งตัวเอง
งานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว 5-10 นาทีเห็นจะได้ แล้วทุกคนก็ย้ายไปอยู่ในโซนงานเลี้ยง ทิ้งให้โซนพิธีที่จัดดอกไม้ทั้งคืนทั้งเช้านั้นว่างเปล่าไป ความเหนื่อยล้าทั้งคืนและทั้งเช้าถึงจะใช้ประโยชน์แค่เพียง 10 นาทีแต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ภาพงานสมบูรณ์และประทับใจอย่างยิ่ง เข้าใจเลยที่เค้าบอกว่าทำไมภาพแค่ 2 วินาทีในภาพยนตร์ถึงมีคนลงทุนวาดโดยใช้เวลาเป็นเดือนๆ ก็เพื่อทำให้อีกหลายสิบนาทีที่เหลือเป็นนาทีที่สมบูรณ์แบบนั่นเอง :)
เช้าวันนั้นณิชก็ไล่ทำกิจกรรมกับคนต่างๆอีกนิดหน่อย (จริงๆก็ไม่นิดหน่อย) สนุกสนานจนหมดเวลาเลย เป็นกิจกรรมที่เข้าท่าเลยทีเดียว ไว้ทำเสร็จณิชคงจะโพสท์ให้ทุกคนดูกันอีกที
จากนั้นงานเช้าก็จบไปด้วยการที่พี่เม่นกับพี่แองจี้กระโดดขึ้นรถเต่าที่มีกระป๋องลากพื้นอยู่จำนวนมากเป็นสัญลักษณ์ของการ
Just Married
นั่นเอง ยินดีด้วยจ้าาาาาาาาาา ได้ยินว่าระหว่างทางมีฝรั่งมาเคาะกระจกแสดงความยินดีด้วย อิอิ :D
ส่วนเราก็ทำงานเบื้องหลังกันต่อไป เก็บของต่างๆที่ถูกกองไว้ในห้องทั้งห้องตัวเองและห้องพี่แองจี้โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณ :S และแบกของพี่จี้ไป Drop ไว้ที่บ้านพี่เค้า
จากนั้นไปกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารอิสลามในตัวเมืองปาย สอยข้าวซอยไก่กันไปคนละจาน :D อร่อยยยย

แล้วก็บึ่งมอไซค์และรถไปต่อกันที่ที่พักตรงข้ามปายอาร์อัสซึ่งเป็นสถานที่จัดงานช่วงเย็นนามว่า ณ ปาย บรรยากาศสถานที่แห่งนี้ถือว่าดีทีเดียว อยู่ในสไตล์เก่าๆ เหมือนบ้านขุนช้างขุนแผน แต่... ถ้าใครกลัวผีก็ไม่แนะนำให้ไปนะ เรื่องเยอะ ไม่ขอเล่าแต่เอาเป็นว่าเชื่อเห้ออออ ^^"
เก็บของเสร็จ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ข้ามน้ำที่มีสาหร่ายเยอะๆ (จำได้มะที่บอกวันก่อน) เพื่อไปที่ปายอาร์อัส แล้วก็ไปสังสรรค์หลายอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการชิมเหล้า (ชิมไป 5 แก้ว) เล่นน้ำในสระน้ำเกลือ (หนาวสาดดด) เล่นๆๆๆๆจนถึงจุดอิ่มตัวก็ขอตัวกลับไปเปลี่ยนชุดและกลับมาร่วมงานในรูปแบบปกติ ปล่อยให้สาวๆไปแต่งหน้าเจ้าสาวสำหรับช่วงบ่ายกันไป ส่วนเราก็ไปนั่งคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อยตามประสาคนพูดไม่ค่อยเก่ง (ประโยคฟังดูขัดๆป่ะ ~ ~)
เวลาผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป เราก็กินข้าวๆๆๆ และทีม MADz ยกกลุ่มก็พากันเข้าเมืองไปเพราะสาวๆต้องการซื้อของบางอย่างในถนนคนเดิน ส่วนหนุ่มๆก็ไปตระเวนหามะนาวให้กับกลุ่มคุมบาร์ที่มะนาวหมดไป ตอนนั้นไปกันช้านิดนึงคือประมาณทุ่มครึ่ง ปรากฎว่าตลาดปิดหมดแล้ว แต่สุดท้ายก็หามะนาวเจอจนได้ เลยสอยไป 60 ลูก ลูกละ 7 บาท... T_T จนไปเลยทีเดียว ไม่เป็นไร เหนื่อยมาเยอะ ถึงเวลาสังสรรค์!!!
และทุกคนก็เสร็จภารกิจกันอย่างรวดเร็วและรีบบึ่งกลับไปงานแต่งอย่างรวดเร็ว บรึ่นนนนนนน
แต่น่าเศร้าที่พลาดช่วงสำคัญไปอย่างน่าเสียดายคือช่วงสไลด์งานแต่งนั่นเอง ฮือออ ทำภารกิจเยอะไป ตอนไปถึงก็เล่าถึงตอนพี่แองจี้โตแล้ว แต่แค่ไม่กี่นาทีนั้นก็ซึ้งมากแล้ว น้ำตาจะไหล T T มีพี่เม่นร้องเพลงที่เค้าแต่งเองอย่าง "รักเธอขึ้นทุกวัน" มีพี่จี้มาเปิดใจ รวมถึงพี่โบโฮ้กับพี่พัดด้วย โดยรวมแล้วประทับใจมากมาย :)
จากนั้นก็ุถึงเวลาสังสรรค์กันอย่างเต็มที่!! งานนี้ยกย่องให้พี่นุ่นกับ @hunt เป็นชาวชงเหล้าที่สุดยอด อร่อยมากมาย ปกติเราไม่กินเหล้านะ คืนนั้นเป็นคืนที่กินเหล้าเยอะที่สุดตั้งแต่เคยกินมาละ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเมาอีกนั่นแหละ ~ ~ เอิ๊กๆ สงสัยอาจจะเพราะร่างกายเราเผาดีจริงๆ แม้แต่แอลกอฮอล์ยังเผาหมด! อ้อ! อีกอย่างที่ประทับใจคือเยลลี่แก้วน้อยๆแก้วนั้น ทำให้มึนได้เลยทีเดียว (ถ้าเรากินเหล้ากับของหวาน เราจะมึนง่าย)
คืนนั้นสังสรรค์ยาวนานมาก มาก มากกกกก คนเกือบทั้งงานเมาแอ๋และสนุกกับเสียงเพลง (โดยเฉพาะเจ้าสาว) มีแค่จำนวนหนึ่งที่ไม่เมาเพื่อรอเก็บศพคน ๕๕๕ และการที่เรียกเหล่า Geek มาจัดงานรอบสระน้ำนี้เองก็ทำให้เกิดการเสียหายของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ไปหลายอยู่ เพราะมีคนโดนผลักตกน้ำไปเยอะ และแต่ละคนก็ลงไปพร้อมมือถือเอย กล้องเอย และงานนี้ก็ทำให้ได้รู้อย่างชัดแจ้งว่า ไอโฟนเป็นมือถือที่ตกน้ำแล้วพังเลยแน่นอนเพราะมันถอดแบตไม่ได้!! จึงใครขอเตือนญาติโยมทุกท่านว่าถ้าใครจะไปงานริมน้ำอีกก็อย่าพกไอโฟนไป!!
คืนนั้นเราร่ำลางานตอนเที่ยงคืนเพราะเหนื่อยมากมาตั้งแต่คืนก่อนหน้านั้น จึงขอลาไปนอนอย่างมีความสุขในห้องพัก คร่อกกกกกกก งานสนุกมากครับ ^_^
จบวันที่ 3 แบบเหนื่อยๆ (แต่มีความสุข).... ง่อก
![]()
วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน มาปายแป๊บๆก็ถึงวันที่สี่แล้ว (แต่วันที่ผ่านๆมายุ่งมาก วันนี้เพิ่งมีเวลาเขียน เลยขอทยอยอัพวันที่ 2, 3 และ 4 ให้อ่านกันเป็นฉากๆไป :D)
วันที่ 2
วันที่สองนี้เรียกว่าวันเที่ยว เพราะวันแรกยังเหนื่อยเกินจะเที่ยวไหว ส่วนวันถัดๆไปก็ต้องร่วมงาน+ช่วยงานพี่เม่นก็เลยไม่มีเวลาเที่ยว ดังนั้นวันนี้จึงเที่ยวแหลก!!
เริ่มจากตอนเช้า ตั้งนาฬิกาไว้ตีห้ากว่าๆ.... กะจะไปกินโจ๊กตอนเช้าเพื่อกินบรรยากาศ... แต่ทันทีที่ออกจากผ้าห่ม... เราก็กระโจนกลับเข้าผ้าห่มทันที!! มันหนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เช้าวันนั้นคาดว่าน่าจะสัก 8-10 องศาเห็นจะได้ สุดท้ายเลยลาก่อน ช่างหัวโจ๊ก!!!
![]()
กว่าจะตื่นอีกทีก็ 10 โมง อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วเราก็เลยจัดกระเป๋าย้ายของจากหลับฝันดีไปยังพริบตา (Pripta) ซึ่งเป็นสถานที่ที่จัดพิธีตอนเช้า ปุ้ยต้องมาแต่งหน้าเจ้าสาวให้ที่นี่ พวกเราเลยต้องพักที่นี่ สำหรับชื่อพริบตานี้ไม่ได้มาจากกระพริบตาแต่อย่างใด แต่มาจากการรวมกันของคำสองคำได้แก่ ปาย กับ ลิบตา รวมกันแล้วเป็นพริบตาซึ่งแปลว่าสถานที่ซึ่งอยู่ในปายเพียงแต่ไกลลิบตาาาาา ซึ่งถูกต้องทุกอย่าง เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองถึง 7 กิโลเมตร!! เรียกว่าบึ่งมอเตอร์ไซค์เหนื่อยอ่ะ แถมๆๆๆ เราต้องแบกกระเป๋าใหญ่ๆทั้งหมด 6 ใบขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันน้อยกระจายไปสองคัน เรียกว่าสนุกสาดดดอ่ะครับ ลำพังแค่ขี่ก็จะล้มแล้ว ต้องแบกกระเป๋าไปด้วยแบบนี้นี่... เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมลงเลย ~0~ (รอดมาได้ไงฟระ)
![]()
ระหว่าง Check-In ที่พริบตา พี่อาร์ตและพี่อาร์มทีม MADz ก็ขับรถตามมาสมทบพอดี ซึ่งทั้งสองก็เปิดห้องในพริบตานอนด้วยกันนั้นเลย ดีจังงง >_
สำหรับห้องที่พริบตานี้ถือว่าสุดยอดอ่ะ ห้องกว้างใหญ่มาก มีเตียงให้สองเตียงนอนได้สี่คน Facility ทุกอย่างก็พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น แอร์ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ น้ำร้อน(ย้ำว่าร้อน ไม่ใช่อุ่น ถ้าผสมไม่ดีมีไข่สุก!) และที่ชอบที่สุดคือออออ อ่างน้ำแร่ที่ต่อท่อมาจากโป่งน้ำร้อนภายในห้อง วู้วววว (แต่เหมือนมันจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเราเท่าไหร่ ยังไงหนะหรอ... ไว้รออ่านตอนท้ายๆละกัน ฮ่าา)
![]()
หลังจากทำโน่นทำนี่เสร็จแล้วก็ออกจากที่พักโดยแยกกันไปสามคันคือรถพี่อาร์ต มอไซค์เนยและณิช (ซึ่งจริงๆแล้วอัดไปในรถก็ได้แต่ไม่เอา เช่ามอไซค์มาแล้ว เอาให้คุ้ม!) แล้วก็ร่อนไปหมู่บ้านจีนยูนนานเพื่อกินขาหมูน้ำแดงกัน โดยรวมระยะทางจากพริบตาแล้วก็ราวๆ... 12 กิโลเมตรเท่านั้นเอ๊ง!! ไอ่รถหนะไม่เท่าไหร่หรอก แต่มอไซค์เนี่ย ขี่กันหัวแทบล้านอ่ะ :S
เอาน่า แต่ก็ถึงโดยปลอดภัย ^ ^
พอถึงแล้วก็เดินแบบงงๆ ทำไมหมู่บ้านมันเปลี่ยนไป จำแทบไม่ได้!! เลยเดินไปกินร้านขาหมูยูนานเจ้าต้นตำรับ แต่เป็นร้านที่ไม่เคยนั่งมาก่อนด้วยความเข้าใจว่าหมู่บ้านเปลี่ยนไปแล้ว แต่ด้วยความเอะใจเราเลยไปเดิน Survey ทั่วๆดู จึงพบว่าเราไปผิดร้าน!! แม่เจ้าาาาา ความผิดเฮาเอง ฮืออ T_T
ยังไม่พอ ปรากฎว่าคนที่ร้านสั่งอาหารครบแล้ว เราเลยต้องเดินไปบอกว่าขอ Cancel ทุกรายการและขอแค่ขาหมูก็พอน้าาาา สุดท้ายก็เป็นตามนั้น แล้วก็รีบจัดการให้เสร็จภายใน 10 นาทีเพื่อย้ายไปอีกร้านนึงตามที่หวังไว้
(10 นาทีผ่านไป)
(เช็คบิล)
(เดินๆๆๆๆ)
(ไปนั่งร้านดินที่ทุกคนต้องไปตามธรรมเนียม)
(สั่งอาหารๆๆๆ ราวกับไม่ได้กินข้าวมาแต่เช้า [ซึ่งก็จริง])
(อาหารมา)
(ชิม)
... ... ...
ร้านแรกที่เรานั่งผิดนั้นอร่อยกว่า อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ToT
รู้สึกผิดแทบเอาหัวมุดลงไปในดิน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ก็กินๆกันไป(ด้วยใจเศร้าหมอง) จึงขอใครเตือนทุกท่านว่า ถ้าจะไปกินขาหมูยูนานอร่อยๆเนี่ย ไปร้านที่เลยร้านดินและติดถนนไปหน่อยดีกว่า มันเขียนว่าต้นตำรับหรืออะไรเนี่ย ขาดแต่บรรยากาศที่น่านั่งเท่านั้นเอง แต่รสชาติอาหารเทพกว่ามาก ฮือออออ
![]()
พอเสร็จกิจ... เอาใหม่ คำศัพท์เซะซี่ไป พอกินเสร็จก็พาท้องอิ่มๆไปชวนอ้วกกันที่ชิงช้าโบราณ คราวที่แล้วที่ไปกับแฟนเก่านั้นเราไม่กล้าขึ้นเพราะไม่ชอบเล่นอะไรพวกนี้ แต่คราวนี้ชีวิตเปลี่ยนไปแล้วววว เราขอขึ้นเองเลยโดยไม่ขัดขืน ฮ่าๆ ซึ่งเพิ่งรู้ในตอนหลังว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด! ^^" ชิงช้าที่ดูไม่มีอะไรนั้น จริงๆแล้วเสียวมากกกกกกกกกกก (อ๊างงงงง) เพราะทุกอย่างไม่มีอะไร Secure เลย แขนต้องล็อคไว้ในท่อนไม้ที่หมุนๆ แถมคนตัวเบาอย่างเราตัวก็ลอยจนเกือบตกเก้าอี้ทุกครั้งที่ถูกเหวี่ยง (เป็นปัญหาเดียวกับตอนเล่นรถไฟเหาะแล้วเกือบตกรถไฟเหาะในตอนเด็กๆจนเราฝังใจ) แต่ไม่ว่าเราจะอ้อนวอนขอลงยังไงเค้าก็ไม่ให้เราลง เราเลยต้องเกาะแน่นอีกแน่นอีก สุดท้ายตอนลงมาเลยได้รอยถลอกห้อเลือดติดแขนมาด้วยนิโหน่ย แต่ถ้าถามว่าสนุกมั้ยก็สนุกนะ แค่ไม่เล่นอีกแล้วววว ^^"
จากนั้นก็พุ่งไป Coffee in Love กันต่อ (วันเที่ยว คุคุ)
แต่ตอนนั้นสนุกสนานกันที่หมู่บ้านจีนยูนานนานไปหน่อย (สมชื่อหมู่บ้าน) เราเลยไปถึง Coffee in Love ตอน 6 โมงเย็น ร้านกำลังจะปิดพอดี แง้วๆ ก็เลยเน้นไปทางถ่ายรูปกันซะส่วนใหญ่ วิวสวยดีมากเลย ^^ และที่ตรงนั้นเองก็ได้แอบเด็ดดอกไม้เล็กๆไปกำนึงเพื่อเอาไปแต่งเบรลล์เจ้าสาว ฮว่าๆๆๆ ณิชปุ้ยลุยสวน!!
เสร็จจาก Coffee in Love ก็ไปต่อกันที่ถนนคนเดิน (เที่ยวมาราธอน) เดินเที่ยวกันนานมากกกกกกก มากกกกกกกก สุดท้ายได้อะไรไปบ้างจำไม่ได้ แต่คุ้นๆว่าเยอะ เหะๆ พอเดินเสร็จก็ควบมอไซค์กลับพริบตากันไป ซึ่งถือเป็นค่ำคืนที่ทรมานมากจริงๆ ไกลก็ไกลมืดก็มืดหนาวก็หนาวยังต้องขี่มอไซค์ผ่าลมหนาวแบบนี้อีก แม่เจ้า กว่าจะถึงที่พักนี่ถึงกับตัวหนาวสั่นกันเลยทีเดียว >_
แต่เรายังหนาวไม่พอ... เราเลยออกไปช่วยพี่แหวว วีนนาทและน้องแนนที่กำลังจัดซุ้มดอกไม้กันอยู่ ซึ่งตรงนี้เราจึงได้ค้นพบตัวเองว่า... เราก็มีหัวทางด้านการจัดดอกไม้เหมือนกันนะ นั่งทำเพลินมากๆ >_
![]()
โดยหลักๆที่เราทำก็คือทำหัวเสาดอกไม้อันเล็กๆ(พรุ่งนี้คงเห็น) เค้าต้องการ 14 หรือ 16 อันจำไม่ได้ เราก็ทำไป 4 อันตามสไตล์เนยๆ รวมถึงมานั่งทำกรวยและดอกไม้สำหรับโปรยอีกด้วย และก็มีทำโน่นทำนี่อีกนิดหน่อย ก็นะ งานดอกไม้มันก็ยิบย่อยแบบนี้แล~~~
และด้วยการที่เรานอนที่พริบตานั่นเอง เราเลยได้รับมอบหมายจากพี่แหววให้เป็นคนรับผิดชอบเรื่องดอกไม้ทั้งหมดในตอนเช้า ซึ่งก็โอเคเลย ยินดีและเต็มใจ (เพราะค้นพบตัวเองเจอแล้วหนิ ๕๕๕)
จัดดอกไม้เสร็จตอนเที่ยงคืนพอดีก็ขอตัวกลับเข้าห้องเพื่อกระโดดลงอ่างน้ำแร่(ซึ่งใช้ให้เพื่อนปุ้ยเปิดเตรียมรอไว้แล้ว) ผลคือ... น้ำเต็มบ่อแล้วเย้ๆ แต่... ทางโรงแรมปิดวาล์วน้ำไปแล้วเพื่อส่งน้ำไปให้หมู่บ้านใกล้เคียง แง้~~~ ยังไม่พอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักเข้าไปอีกเมื่ออ่างที่แช่นั้นเกิดรั่ว ทำให้น้ำค่อยๆไหลออกจากอ่างไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ สุดท้ายเลยต้องแช่กับธีสองคนเพื่อเพิ่มความสูงน้ำเลยพอยืดความนานได้นิดนึง
ถ้าตัดเรื่องความซวยเรื่องน้ำแร่และอ่างไปแล้ว บรรยากาศถือว่าดีมากเลย นอนแช่แล้วเงยหน้าขึ้นไปก็จะเห็นพระจันทร์ดวงโตๆยิ้มให้อยู่ >_
โอเค จบวันที่ 2 แบบลวกๆแล้ว ขอโทษที่ไม่มีภาพเพราะตอนนี้ไม่สะดวกตัดต่อภาพเท่าไหร่ ไว้รออ่านวันที่ 3 เร็วๆนี้จ้า จุ๊บจุ๊บบบบ :D
เมื่อปีที่แล้วได้รับการติดต่อจากโรงงานไต้หวันชื่อดังเจ้าหนึ่งถึงเรื่องฟอนต์ที่ DroidSans แจกอยู่ว่าอยากจะเอาไปลงในเครื่องแอนดรอยด์ที่เค้าจะออกมาทำตลาดในไทยว่าเอาไปใช้ได้มั้ย เราซึ่งไม่มีอำนาจในฟอนต์นั้นเลยตอบปฏิเสธไปแต่ก็บอกว่าจะทำฟอนต์อีกตัวนึงมาขายให้แทนละกัน
เราเลยทำฟอนต์ขึ้นมาตัวนึงด้วย Illustrator โดยวาดตัวอักษรไทยเองหมดทุกตัวอักษรตั้งแต่ ก ยัน ฮ รวมถึงสระทุกตัว รวมแล้วเป็นร้อยตัวเห็นจะได้ แถมยังต้องทำทั้งตัวหนา ตัวเอียงและตัวหนาเอียงอีกด้วย นอกจากนั้นก็มีตัวอักษรภาษาเวียดนามอีกด้วยนิดหน่อย รวมๆแล้วก็... คูณกันเอาเองว่ากี่ตัว โดยทั้งหมดทำเสร็จโดยใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งถือว่าเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะ
สุดท้ายเราก็ส่ง Sample ของฟอนต์ตัวนี้ไป และเรื่องก็เงียบหายไปเป็นเวลาสามเดือนเห็นจะได้.... หะหะ
แล้วอยู่ดีๆก็มีเมล์ตอบกลับมาเมื่อเดือนที่แล้วบอกสิ่งที่เราฟังแล้วไม่ชอบเอาเสียเลย ได้ยินแล้วก็ปรี้ดนิดๆ เหมือนโดนดูถูกอะไรบางอย่างยังไงไม่รู้ ผนวกกับความวุ่นอย่างหนักในชีวิตจนไม่มีเวลาไปดีลงานเรื่องนี้ เราเลยตัดสินใจไม่ขาย แต่เปลี่ยนใจมาแจกฟรีแทน และเมล์ไปบอกโรงงานนั้นว่า "เอาไปใช้ฟรีได้เลย"
...แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ...
ล่าสุดได้เห็นสัญญาณชีวิตของฟอนต์ตัวนี้กระเตื้องขึ้นมานิดนึงเมื่อเห็นรีวิวของ Wellcom A88 แอนดรอยด์โฟนตัวแรกของ Wellcom ใน pantip จึงได้เห็นภาพฟอนต์ของตัวเองอยู่ในเครื่องนี้เรียบร้อยแล้ว

ถามว่ารู้สึกยังไงบ้าง ก็โอเคนะที่ฟอนต์ตัวแรกของเราได้ถูกยอมรับให้เอาไปใช้ในมือถือที่ขายจริงแบบนี้ แถมยังมีคนชมว่าสวยด้วย ดีใจๆ เพราะตัวนี้เราออกแบบมาเองกับมือเพื่อให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ เพียงแต่เราไม่ได้อะไรเลยจากตัวนี้ก็ถือว่าเป็นการผลักดันวงการมือถือในประเทศไทยละกันนะ :)
สำหรับคนไทยคนอื่นๆก็เตรียมรอรับฟอนต์ตัวนี้ได้ครับ กำลังจะแจกใน Blog เร็วๆนี้
นานแล้วที่เราต้องจมอยู่กับความวุ่นวาย ติดพันกับความเหนื่อยล้า ท้อแท้หมดหวังรู้สึกไร้ค่า.... อ่า... ที่พูดมา... ล้อเล่น ^^" แหะๆ แหม มันก็ต้องเกริ่นให้ดูน่าสนใจเพื่อเรียกร้องความสนใจนิดนึงงงง
แต่ก็นะ ทำงานอยู่กรุงเทพมาตลอด รู้สึกเหนื่อยมาก ร่างกายต้องการธรรมชาติจริงๆแหละ~~~ วันนี้เราเลยเก็บกระเป๋าหนีมาปายเป็นที่เรียบร้อยจริงจัง!!!
จริงๆสาเหตุที่มาปายแท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะเรื่องอยากหนีความวุ่นวายหรอก แต่เป็นการมางานแต่งงานของพี่ชายหุ่นเพรียวคนหนึ่งที่อยู่ในทีม MADz นามว่าพี่เม่นหรือ iMenn ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักเค้าในนามบุคคลชื่อดังในวงการ Wordpress นั่นเอง นั่นแหละ คนเดียวกัน!! ส่วนเจ้าสาวคือพี่แองจี้ Sweetener ที่แสนน่าร้าก :D
ดังนั้นจริงๆแล้วทริปนี้คือการเที่ยว การมางานแต่งงานและการย้ายที่ทำงานมาอยู่ปายนั่นเอง บรรยากาศชิวๆ ทำงานท่ามกลางใบไม้ปลิวๆ กรี้ดดดด >_
วันนี้เลือกเดินทางแบบที่กราฟความประหยัดและความสะดวกมาตัดกันพอดี โดยขาไปเลือกนั่งเครื่องบินสายการบินนกแอร์ไปลงเชียงใหม่ แล้วเหมารถแดงไปขนส่งอาเขตสี่คนร้อยยี่สิบ แล้วก็นั่งรถตู้จากอาเขตมาปาย แน่นอนว่าก่อนขึ้นรถก็ไม่ลืมที่จะกินยาแก้เมารถ ซึ่ง... แรงอิ๊บอ๋ายยยยย เรากินไปเม็ดเดียวยังน็อกไปใน 5 นาทีแรกที่ขึ้นรถเลยทีเดียว แล้วก็รู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่ครึ่งทาง เยี่ยม!! แล้วพอนั่งรถต่อไปอีกครึ่งทางก็หลับใน 5 นาทีอีก ตื่นอีกทีก็ถึงปายเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายเลยรอดพ้นจากการเมารถมาได้ ฮ่าๆๆ (ส่วนสาวๆกินไปคนละสองเม็ด เลยไม่เมารถแต่เมายาแทน ซะงั้น!)

การเดินทางโดยรถตู้ใช้เวลาสามชั่วโมงเป๊ะ ด้วยเงินเพียง 150 บาทเท่า้น้านนนน เรียกว่าคุ้มได้ถ้วย ซึ่งพอถึงปาย พี่เม่นก็ขับรถมารับไปบ้านเค้า ทางเราก็มอบของขวัญวันแต่งงานที่หนักโคดดดดดอย่างชานชามช้อนช้อมแชะชุดช่วยชงชา แต่ก็รักษามาอย่างดีจนถึงปลายทาง :D


แล้วเราก็ไปหาอะไรกินกัน ส่วนพี่แองจี้ที่น่ารักก็หาที่พักให้ ซึ่งสุดท้ายได้บ้านริมน้ำอย่างหลับฝันดีมานอนพริ้มอย่างมีความสุข

ช่วงบ่ายที่ผ่านมาใช้เวลาไปกับการอยู่ในห้อง รวมถึงขี่มอเตอร์ไซค์เล่นจนถึงปายอาร์อัสซึ่งจะจัดงานเลี้ยงวันแต่งงานในวันจริง สำหรับปายอาร์อัสนี้แอบประทับใจ ทุกอย่างในนั้นมีดีไซน์และสวยสุดๆ แถมยังติดน้ำที่ใสชนิดหาความขุ่นไม่เจอแม้แต่นิดเดียว ใสจนมองเห็นสาหร่ายสายยาว(หรือที่คนลาวเรียกว่าไค)ลู่ไปกับน้ำอย่างสวยงาม จนเราสนุกสนานกับการอยู่ในน้ำและถ่ายรูปจนแบตกล้องแทบหมด ๕๕๕




หลังจากนั้นก็กลับจากปายอาร์อัสและไปกินข้าวเย็นและเดินเล่นถนนคนเดินกัน สนุกมากมาย ^ ^
วันนี้ขอ Blog เพียงสั้นๆเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียและหนาวเหลือเกิน ใครสนใจอยากติดตามการเดินทางก็แนะนำให้คอยดู Live Album เรื่อยๆ จะมีโพสท์รูปแทบจะตลอดเวลา คริคริ :D
อ้อ! สิ่งที่อยากจะบอกให้คนที่กำลังจะตามมาปายวันพรุ่งนี้รู้คือ
1. ปายกลางวันร้อนมาก แดดแรงมาก ดำแน่ๆถ้าไม่ทา Sun Block
2. ปายตอนเย็นและกลางคืนหนาวมาก อย่าริคิดจะใช้ชีิวิตโดนปราศจากเสื้อหนาว โดยเฉพาะตอนขี่มอเตอร์ไซค์
3. มอเตอร์ไซค์สำคัญในการท่องเที่ยวที่ปายพอสมควร แต่ถ้าขี่ไม่แข็งไม่แนะนำ หรือถ้าขี่แข็งพอสมควรแล้วก็ไม่แนะนำให้ถ่ายวีดีโอระหว่างขี่ เพราะจะเกิดอุบัติเหตุได้ ... อุ้ย ไม่ได้ซ้ำเติมน้าาาา เค้าแซวเล่นนนน ^^"
4. ลำปายหนาวมาก...
... วันนี้หมดเวลาแล้ว สวัสดี!!
นานแล้วที่เราต้องจมอยู่กับความวุ่นวาย ติดพันกับความเหนื่อยล้า ท้อแท้หมดหวังรู้สึกไร้ค่า.... อ่า... ที่พูดมา... ล้อเล่น ^^" แหะๆ แหม มันก็ต้องเกริ่นให้ดูน่าสนใจเพื่อเรียกร้องความสนใจนิดนึงงงง
แต่ก็นะ ทำงานอยู่กรุงเทพมาตลอด รู้สึกเหนื่อยมาก ร่างกายต้องการธรรมชาติจริงๆแหละ~~~ วันนี้เราเลยเก็บกระเป๋าหนีมาปายเป็นที่เรียบร้อยจริงจัง!!!
จริงๆสาเหตุที่มาปายแท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะเรื่องอยากหนีความวุ่นวายหรอก แต่เป็นการมางานแต่งงานของพี่ชายหุ่นเพรียวคนหนึ่งที่อยู่ในทีม MADz นามว่าพี่เม่นหรือ iMenn ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักเค้าในนามบุคคลชื่อดังในวงการ Wordpress นั่นเอง นั่นแหละ คนเดียวกัน!! ส่วนเจ้าสาวคือพี่แองจี้ Sweetener ที่แสนน่าร้าก :D
ดังนั้นจริงๆแล้วทริปนี้คือการเที่ยว การมางานแต่งงานและการย้ายที่ทำงานมาอยู่ปายนั่นเอง บรรยากาศชิวๆ ทำงานท่ามกลางใบไม้ปลิวๆ กรี้ดดดด >_
วันนี้เลือกเดินทางแบบที่กราฟความประหยัดและความสะดวกมาตัดกันพอดี โดยขาไปเลือกนั่งเครื่องบินสายการบินนกแอร์ไปลงเชียงใหม่ แล้วเหมารถแดงไปขนส่งอาเขตสี่คนร้อยยี่สิบ แล้วก็นั่งรถตู้จากอาเขตมาปาย แน่นอนว่าก่อนขึ้นรถก็ไม่ลืมที่จะกินยาแก้เมารถ ซึ่ง... แรงอิ๊บอ๋ายยยยย เรากินไปเม็ดเดียวยังน็อกไปใน 5 นาทีแรกที่ขึ้นรถเลยทีเดียว แล้วก็รู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่ครึ่งทาง เยี่ยม!! แล้วพอนั่งรถต่อไปอีกครึ่งทางก็หลับใน 5 นาทีอีก ตื่นอีกทีก็ถึงปายเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายเลยรอดพ้นจากการเมารถมาได้ ฮ่าๆๆ (ส่วนสาวๆกินไปคนละสองเม็ด เลยไม่เมารถแต่เมายาแทน ซะงั้น!)

การเดินทางโดยรถตู้ใช้เวลาสามชั่วโมงเป๊ะ ด้วยเงินเพียง 150 บาทเท่า้น้านนนน เรียกว่าคุ้มได้ถ้วย ซึ่งพอถึงปาย พี่เม่นก็ขับรถมารับไปบ้านเค้า ทางเราก็มอบของขวัญวันแต่งงานที่หนักโคดดดดดอย่างชานชามช้อนช้อมแชะชุดช่วยชงชา แต่ก็รักษามาอย่างดีจนถึงปลายทาง :D


แล้วเราก็ไปหาอะไรกินกัน ส่วนพี่แองจี้ที่น่ารักก็หาที่พักให้ ซึ่งสุดท้ายได้บ้านริมน้ำอย่างหลับฝันดีมานอนพริ้มอย่างมีความสุข

ช่วงบ่ายที่ผ่านมาใช้เวลาไปกับการอยู่ในห้อง รวมถึงขี่มอเตอร์ไซค์เล่นจนถึงปายอาร์อัสซึ่งจะจัดงานเลี้ยงวันแต่งงานในวันจริง สำหรับปายอาร์อัสนี้แอบประทับใจ ทุกอย่างในนั้นมีดีไซน์และสวยสุดๆ แถมยังติดน้ำที่ใสชนิดหาความขุ่นไม่เจอแม้แต่นิดเดียว ใสจนมองเห็นสาหร่ายสายยาว(หรือที่คนลาวเรียกว่าไค)ลู่ไปกับน้ำอย่างสวยงาม จนเราสนุกสนานกับการอยู่ในน้ำและถ่ายรูปจนแบตกล้องแทบหมด ๕๕๕




หลังจากนั้นก็กลับจากปายอาร์อัสและไปกินข้าวเย็นและเดินเล่นถนนคนเดินกัน สนุกมากมาย ^ ^
วันนี้ขอ Blog เพียงสั้นๆเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียและหนาวเหลือเกิน ใครสนใจอยากติดตามการเดินทางก็แนะนำให้คอยดู Live Album เรื่อยๆ จะมีโพสท์รูปแทบจะตลอดเวลา คริคริ :D
อ้อ! สิ่งที่อยากจะบอกให้คนที่กำลังจะตามมาปายวันพรุ่งนี้รู้คือ
1. ปายกลางวันร้อนมาก แดดแรงมาก ดำแน่ๆถ้าไม่ทา Sun Block
2. ปายตอนเย็นและกลางคืนหนาวมาก อย่าริคิดจะใช้ชีิวิตโดนปราศจากเสื้อหนาว โดยเฉพาะตอนขี่มอเตอร์ไซค์
3. มอเตอร์ไซค์สำคัญในการท่องเที่ยวที่ปายพอสมควร แต่ถ้าขี่ไม่แข็งไม่แนะนำ หรือถ้าขี่แข็งพอสมควรแล้วก็ไม่แนะนำให้ถ่ายวีดีโอระหว่างขี่ เพราะจะเกิดอุบัติเหตุได้ ... อุ้ย ไม่ได้ซ้ำเติมน้าาาา เค้าแซวเล่นนนน ^^"
4. ลำปางหนาวมาก...
... วันนี้หมดเวลาแล้ว สวัสดี!!
Yesterday evening I just got email from Forum Nokia about Forum Nokia Champion membership that will expire on Feb 28 whether...
We are pleased to announce that due to your active participation in the mobile development field and in the Forum Nokia Champion programme in the past year, you have been re-selected to the programme. Congratulations!
Yeah, I have been reselected as Forum Nokia Champion for the 2nd times, in other words now I'm walking on my 3rd year already. Thanks a lot to Forum Nokia team for this. :) However, honestly I feel that I'm not good enough for this honour position. But I will do my best then. ^_^
Anyway, it feels quite great that I still could use this badge in my website for a year at least. :D

Now I have 2 months for thinking which device should I select as welcome gift. There are 5 choices: Nokia X6, Nokia N900, Nokia N97 Mini, N86 8MP and Nokia E72. Umm, which one? Any suggestion?
พอดีจะทำคาร์โบนารา เลยลองไปหาข้อมูลในวิกิ (วันก่อนลองค้นด้วยภาษาไทย มีคนไปขอสูตรในพันทิพย์เพราะลืมเอาสูตรกลับบ้านด้วย ตลกมาก สงสัยอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก) ได้ออกมาประมาณนี้
พาสต้า อะลา คาร์โบนารา (ปกติแล้วจะเป็นสปาเกตตี้ แต่บางทีก็ใช้เฟตตูขินีหรือริกาโทนี) เป็นอาหารอิตาเลียนที่ถือกำเนิดขึ้นกลางศตวรรษที่ 20 มีส่วนผสมหลักคือ ชีส (ใช้ผสมกันระหว่างพาร์เมซานกับเพโคริโน หรือจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้) ไข่แดง guanciale (เนื้อส่วนแก้ม) และพริกไทยดำ โดยอาจแตกต่างกันได้ในรายละเอียดปลีกย่อย
ถึงแม้เมนูต้นตำรับสไตล์อิตาลีนั้นไม่ได้ใส่ครีม และไม่ได้ใช้เบคอนด้วย เราก็เคยชินว่าคาร์โบนาราต้องเป็นครีมกับเบคอน แถมบางทีก็ใส่เห็ดด้วย ความจริงแล้วนั่นคือแบบอเมริกัน ในบางประเทศอาจใส่บร็อคโคลีเพื่อเพิ่มสีด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนูในประเทศใดก็ตาม ก็จะใส่ไข่ดิบลงไปในซอส และใช้ความร้อนจากพาสต้าทำให้ไข่สุกเหมือนกัน
วิธีทำก็คือ ทอดเบคอนในน้ำมันมะกอกหรือทอดเปล่า ๆ และลวกเส้นให้สุกเพื่อนำไปใส่รวมกับหน้า ซึ่งทำมาจาก ไข่ ชีส เนย และน้ำมันมะกอกที่เตรียมไว้ คลุกเพื่อให้ความร้อนจากเส้นทำให้ไข่สุก จากนั้นจึงใส่เบคอนลงไป
แน่นอ...